|
|
Wednesday, February 08, 2012
|
|
|
|
|
ผู้ขอรับสวัสดิว่างงานสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน
Posted on Friday, August 20, 2010 |
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 19 ส.ค. 53) • ตัวเลขการขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์อยู่ที่ระดับ 500,000 ราย • ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (ก.ค.) เพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า
ผู้ขอรับสวัสดิว่างงานสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน
ชาวอเมริกันเข้าคิวขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นผิดคาดในสัปดาห์ที่แล้ว สร้างความกังวลใจให้กับหลายๆ คนที่ฝากความหวังไว้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบนี้
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 12,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ตัวเลขรวมที่ปรับฤดูกาลเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 500,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 14 สิงหาคม ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษจิกายนปีที่แล้ว อีกทั้งยังผิดไปจากที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า จำนวนผู้ขอรับสิทธิโดยรวมจะลดลง
ปัญหาเรื่องการว่างงานและสถานะของเศรษฐกิจที่อ่อนแอกำลังเขย่าเรทติ้งของตัวประธานาธิบดี บารัค โอบามา รวมถึงพรรคเดโมแครต ซึ่งทุกคนกำลังจับตาสถานภาพเสียงข้างมากของพรรคทั้งในสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภาสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า คะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดี โอบามา ร่วงลงมาอยู่แถวๆ 40% ขณะที่เรทติ้งของสภาคองเกรสเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 20% เท่านั้น
นักวิเคราะห์หลายคนอาจกำลังถอดใจเมื่อเห็นจำนวนผู้ขอใช้สิทธิสวัสดิการว่างงานไม่ลดลงมาแตะระดับ 400,000 ราย ซึ่งเป็นระดับที่ถูกมองว่าเป็นเส้นแบ่งระหว่างสภาวะการจ้างงานที่ขยายตัวและหดตัวลง โดยการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 5 เดือนแรกของปีนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการระดมคนเพื่อมาจัดทำสัมมะโนประชากรที่มีการสำรวจทุกๆ 10 ปี ก่อนที่ภารกิจจะเสร็จสิ้นและทำให้ยอดการจ้างงานลดลงในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม
อย่างไรก็ดี ในรายงานล่าสุดก็มีข่าวดีอยู่บ้าง เมื่อตัวเลขสะสมของจำนวนผู้ใช้สวัสดิการว่างงานกลับลดลง 13,000 ราย มาที่ 4.48 ล้านคนในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งผิดไปจากที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ของ PNC Financial Services มองว่า ตัวเลขในส่วนนี้เป็นสัญญาณที่ดี แม้สิ่งที่ตลาดจับตาจะยังคงมุ่งไปอยู่ที่ตัวเลขแรงงานที่เพิ่งถูกให้ออกจากงานเป็นหลัก
ADB เผยรายงานชี้เอเชียต้านวิกฤติเศรษฐกิจได้
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยในรายงาน "Key Indicators for Asia and the Pacific 2010" ซึ่งเป็นรายงานประจำปี ว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียสามารถขยายตัวและต้านทานการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีที่แล้วได้
รายงานระบุว่า ขณะเศรษฐกิจชะลอตัวลงทั่วภูมิภาคเอเชียนั้น เศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีนและอินเดีย ยังสามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศใช้นั้น สามารถลดผลกระทบจากยอดส่งออกที่ชะลอตัวลงได้
ADB ยังระบุด้วยว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียได้แรงหนุนจากจีน อินเดีย และญี่ปุ่น โดยผลผลิตของทั้ง 3 ประเทศรวมกันคิดเป็น 70% ของผลผลิตโดยรวมในเอเชีย ขณะที่อัตราการออมภาคครัวเรือนในเอเชียยังคงอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ADB ยังเสนอแนะให้ รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียสามารถผลักดันการบริโภคด้วยการส่งเสริมนโยบายประกันสังคมให้มากขึ้น และตัวเลขการใช้จ่ายภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจสมดุล
รายงานของ ADB ยังเปิดเผยว่า ชนชั้นกลางของอินเดีย ซึ่งหมายถึงกลุ่มชาวอินเดียผู้มีอัตราการบริโภคในประเทศราว 2-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นราว 205 ล้านคนในระหว่างปี 2533-2551 เป็นกลุ่มที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ+การผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และ การพัฒนาสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ราคาประหยัด ตู้เย็นที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และโทรศัพท์มือถือราคาย่อมเยา
อย่างไรก็ตาม กว่า 75% ของชนชั้นกลางในอินเดียยังคงอยู่ในกลุ่มที่ใช้จ่ายเงินเพียง 2-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งหมายความว่า ชนชั้นกลางในอินเดียยังมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับไปมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากไร้ หากเศรษฐกิจเผชิญภาวะตื่นตระหนกเหมือนเมื่อครั้งที่เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำเมื่อปีที่แล้ว
จอง-วาห์ ลี หัวหน้านักวิเคราะห์จาก ADB กล่าวว่า รัฐบาลอินเดียต้องให้การสนับสนุนนโยบายที่ช่วยคุ้มครองและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งจะช่วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอาจช่วยแก้ปัญหาความยากจนในระยะยาวได้ดีกว่าการใช้นโยบายที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนเพียงกลุ่มเดียว
ธนาคารกลางเยอรมันปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็น 3%
บุนเดสแบงก์ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจเยอรมัน หลังเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองโตเร็วที่สุดในรอบ 20 ปี
ธนาคารกลางเยอรมันได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของประเทศเป็น 3% ในปี 2553 นี้ จากก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. ธนาคารกลางได้ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจเอาไว้แค่ระดับ 1.9%
ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่แล้ว เยอรมันได้เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 2 นั้นเศรษฐกิจของเยอรมันขยายตัวได้ 2.2% ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991
ธนาคารกลางเยอรมันกล่าวว่า จังหวะของการเติบโตนั้นจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ไตรมาสที่สองนั้นเศรษฐกิจค่อนข้างจะอยู่ในภาวะที่ตื่นตัวเป็นพิเศษ
ทั้งหมดทั้งปวงแล้วพื้นฐานของเศรษฐกิจเยอรมัน ณ ขณะนี้อยู่ในภาวะที่มีความแข็งแกร่งและมีมุมมองที่เป็นบวก
ทั้งนี้ความต้องการต่อสินค้าส่งออกของเยอรมันในตลาดโลกนั้นเป็น ปัจจัยเร่งให้เศรษฐกิจเยอรมันหลุดจากภาวถดถอยในปีที่แล้ว ซึ่งเศรษฐกิจมีการหดตัวถึง 4.7%
ธนาคารกลางเยอรมันระบุว่า หากครึ่งหลังของปีนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกยังคงมีเสถียรภาพ ประกอบกับ การส่งออกยังไปได้ ก็จะช่วยทำให้ความต้องการบริโภคภายในปรับตัวดีขึ้น เพราะตลาดแรงงานจะปรับดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้บริโภคและภาคเอกชนก็จะมีการบริโภคและใช้จ่ายมากขึ้น
ประเทศในยุโรปพาเหรดซิวแชมป์ประเทศดีที่สุดในโลก
นิตยสาร "นิวสวีก" ของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่การจัดทำดัชนี "100 ประเทศที่ดีที่สุดในโลก" โดยการประมวลคะแนนของแต่ละประเทศบนพื้นฐานของข้อมูล 9 หมวดคือ
ด้านการศึกษา, ภาวะสุขอนามัย, คุณภาพชีวิต, ภาวะยากจน (ที่ดูจากสัดส่วนของประชากรซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยรายได้ต่ำกว่า 66 บาทต่อวัน), สภาวะแวดล้อมทางกายภาพของประเทศ, พลวัตทางเศรษฐกิจ, การประกอบธุรกิจ, สภาวะแวดล้อมทางการเมือง
จากการจัดอันดับ ฟินแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, สวีเดน, ออสเตรเลีย และลักเซมเบิร์ก เป็นประเทศที่ถูกจัดว่าดีที่สุด 1-5 อันดับแรก ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่อันดับที่ 11 ในขณะที่ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จากทั้งหมด โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 62.17 คะแนน
หากเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ซึ่งมีการรวมไว้ในการจัดทำดัชนีครั้งนี้เพียง 6 ประเทศนั้น ไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ (อันดับ 20), มาเลเซีย (อันดับ 37) โดยมี ฟิลิปปินส์ อยู่ในอันดับ 63 ต่อด้วย อินโดนีเซีย (อันดับ 73) และเวียดนาม (อันดับ 81) ตามลำดับ
หากมองโดยภาพรวมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกด้วยกัน ไทยจะอยู่ในอันดับ 7 รองจากออสเตรเลีย (อันดับ 4), ญี่ปุ่น (อันดับ 9), นิวซีแลนด์ (อันดับ 13), เกาหลีใต้ (อันดับ 15) สิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มีอันดับอยู่เหนือจีน (อันดับ 59), ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามลำดับ
จีน-เกาหลีเหนือทดลองซื้อขายผ่านหยวน
เมืองต้านตง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งติดกับเกาหลีเหนือ เริ่มโครงการนำร่องค้าขายกับเกาหลีเหนือด้วยเงินหยวนอย่างเป็นทางการ
หนังสือพิมพ์ต้านตง เดลี่ รายงานว่า ผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตจากทางการสามารถค้าขายกับเกาหลีเหนือด้วยเงินหยวนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ลดต้นทุนการค้าขาย อำนวยความสะดวกในการขอคืนภาษีส่งออกและการใช้เงินทุน แต่ทางการเกาหลีเหนือก็ต้องอนุญาตให้ผู้นำเข้าเกาหลีเหนือใช้เงินหยวนได้ตามกฎหมายด้วยเช่นกัน โครงการนี้จึงจะสำเร็จ
เศรษฐกิจเกาหลีเหนือตึงเครียดหนักกว่าเดิม เมื่อทางการลดค่าเงินเมื่อปีก่อน สร้างความเดือดร้อนให้แก่พ่อค้าชาวจีนที่ส่งออกสินค้าให้เกาหลีเหนือ และดูเหมือนโครงการนำร่องค้าขายด้วยเงินหยวน ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้พ่อค้าชาวจีนค้าขายกับเกาหลีเหนืออย่างตรงไปตรงมากขึ้น เพราะปัจจุบันพ่อค้าชาวจีนที่ใช้เงินหยวน เงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร หรือสินค้าแลกกับสินค้าส่งออกให้เกาหลีเหนือ มักทำอย่างไม่เป็นทางการ หรือมีขั้นตอนซับซ้อน ทำให้มีการลักลอบขนของเถื่อนข้ามพรมแดนอยู่เสมอ
ข้อมูลศุลกากรจีนเผยว่า 6 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการค้าขายจีนกับเกาหลีเหนืออยู่ที่ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 42,900 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 15.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
หนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ในเกาหลีใต้สูงสุดในรอบ 6 ปี
สำนักงานตรวจสอบด้านการเงินของเกาหลีใต้ (FSS) เปิดเผยว่า อัตราหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ในเกาหลีใต้พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปีในไตรมาส 2 อันเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ขององค์กร รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา
อัตราหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ 18 แห่งในประเทศมีมูลค่ารวม 25.5 ล้านล้านวอน (2.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในไตรมาส 2 ซึ่งสิ้นสุดที่เดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นจากระดับ 18.9 ล้านล้านวอน (1.61 หมื่นล้านดอลลาร์) ในไตรมาสแรก
สำหรับสัดส่วนหนี้เสียอยู่ที่ระดับ 1.94% ในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นจากระดับ 1.48% ในไตรมาสแรก และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2547 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 2.37%
FSS ระบุว่า อัตราหนี้เสียพุ่งขึ้นอย่างมากเพราะการปรับโครงสร้างหนี้ขององค์กร นำโดยธนาคารในประเทศ รวมถึงการที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ซึ่งส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อเพื่อการก่อสร้างลดลง
สำหรับการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นแตะ 2.65% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.96%
ขณะที่การปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายย่อยขยับลงแตะ 0.5% ในไตรมาส 2 จากระดับ 0.51% ในไตรมาสแรก
“วูวูเซลา” ศัพท์ใหม่ล่าสุดในพจนานุกรมของอ็อกฟอร์ด
วูวูเซลา แตรพลาสติกผู้เป็นเสียงแห่งฟุตบอลโลก 2010 ส่งเสียงดังกระหึ่มโลกจนได้รับเลือกเป็นหนึ่งในคำศัพท์ใหม่ ที่รวมอยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับล่าสุดของอ็อกฟอร์ด ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อวานนี้
แตรที่อาจส่งเสียงคำรามจนผู้ฟังหูดับได้นี้กลายเป็นหนึ่งในคำใหม่ของพจนานุกรมอ็อกฟอร์ด ดิกชันนารี ออฟ อิงลิช ฉบับล่าสุด ซึ่งยึดหลักรวบรวมคำที่มีการใช้จริงในสังคม
วูวูเซลาเป็นหนึ่งในคำศัพท์ใหม่จำนวน 2,000 คำของพจนานุกรมฉบับแก้ไขครั้งที่สามเล่มนี้ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2541 หลังจากแยกตัวออกมาจากพจนานุกรม อ็อกฟอร์ด อิงลิช ดิกชันนารี (OED)
การได้รับเกียรติให้บรรจุเป็นคำศัพท์ใหม่ของวูวูเซลา เกิดขึ้นหลังจากที่คำว่า 'วูวูเซลา' ได้รับการเลือกให้เป็น 'คำแห่งการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010' โดยการเลือกจากนักภาษาศาสตร์ทั่วโลก เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
คำดังกล่าวได้รับการลงเลือกจากนักภาษาศาสตร์จำนวน 320 คน จาก 60 ประเทศถึง 75% โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเหล่านี้ได้รับการขอให้เลือกคำที่มีความหมายที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การต่อสู้กับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทำให้คำว่า 'carbon capture and storage' ซึ่งหมายถึง กระบวนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ก็เข้ามาเป็นหนึ่งในคำศัพท์ใหม่
รวมทั้งวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็ได้สร้าง คำว่า 'toxic debt' ซึ่งหมายถึง หนี้ที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะไม่ได้รับการชำระและต้องการการผ่อนปรนเป็นพิเศษ รวมอยู่ในพจนานุกรมเล่มนี้ด้วย
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Friday, August 20, 2010 (Archive on Friday, August 27, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|