|
|
Friday, September 10, 2010
|
|
|
|
|
โพลล์นักเศรษฐศาสตร์ชี้ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยภายใน 6 เดือน
Posted on Tuesday, March 09, 2010 |
นักเศรษฐศาสตร์คาด เฟดขึ้นดอกเบี้ยภายใน 6 เดือน
ผลสำรวจจากสมาคมนักเศรษฐศาสตร์ (NABE) ที่จัดทำขึ้นโดยการสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 203 ราย ระหว่างวันที่ 4-22 ก.พ. ที่ผ่านมา และมีการเผยแพร่รายงานออกมาเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ นั้นเชื่อว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 6 เดือน ในอัตราประมาณ 0.25-0.50%
นักเศรษฐศาสตร์ประมาณ 42% ของโพลล์ ประเมินว่า หลังจากที่เฟดยุติโครงการซื้อหลักทรัพย์ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน หรือ MBS มูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากนั้นได้ ทั้งนี้โครงการเข้าซื้อ MBS ของเฟดเกิดขึ้นหลังจากที่ดอกเบี้ยนโยบายถูกหั่นลงเหลือ 0%
นอกจากนี้ ในผลสำรวจยังระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาใกล้ระดับ 0%
แต่อย่างไรก็ดี มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากขึ้นที่เชื่อว่าการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั้น กระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป
Lynn Reaser ประธานของสมาคม NABE กล่าวว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับสถานการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ในขณะที่เฟด ก็ได้กล่าวว่า อัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และเงินเฟ้อที่ต่ำ เป็นการสนับสนุนให้ยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ในรายการก็ยังระบุอีกว่า ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ผู้กำหนดนโยบายเชือว่าเฟดควรจะเตรียมตลาดให้พร้อมกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ส่วนเรื่องของการกำกับดูแลนั้น ผลสำรวจระบุว่า การกำกับดูแลที่ไม่เพียงพอเป็นสาเหตุที่ทำให้วิกฤติการเงินในครั้งนี้มีความรุนแรง และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า การที่รัฐจะเข้ามาลดอำนาจการดูแลของเฟดนั้น จะทำให้ให้ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลตลาดเงินลดลง
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคิดว่า นโยบายการคลังในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว โดยมีสัดส่วน 44% ซึ่งเป็นจำนวนเปอร์เซนต์สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แต่ส่วนใหญ่ระบุ ว่า มาตรการกระตุ้นทางการคลังอีกครั้งไม่มีความจำเป็น
นักเศรษฐศาสตร์เกือบ 80% ยังระบุว่า ยอดขาดดุลงบประมาณระยะยาว ของสหรัฐอาจทำลายความสามารถของสหรัฐในการกู้เงิน
Bursa Malaysia ส่อแววกำไรโตต่อปีนี้ รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น
บริษัทจัดการตลาดหุ้นของประเทศ เพื่อนบ้าน อย่างที่ มาเลเซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ Bursa Malaysia ออกมาคาดการณ์ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 2 ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายอ้าแขนรับเงินลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น
นาย Yusli Mohamed Yusoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย คาดว่าทิศทางการเติบโตของกำไรยังคงเป็นบวกในปีนี้ แม้มีความเป็นไปได้ที่สภาวะตลาดจะผันผวน แต่โดยภาพรวมก็ต้องถือว่ามีโอกาสที่จะเอื้อให้กำไรขยายตัวได้ต่อ
ในปี 2552 ที่ผ่านมา Bursa มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 70% มาอยู่ที่ 177.6 ล้านริงกิต หรือประมาณ 53.1 ล้านเหรียญ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขาย และค่าธรรมเนียมที่ได้จากการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาด รวมถึงการขายหุ้นในบางธุรกิจ
การคาดการณ์ที่สดใสของซีอีโอของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านไทย นี้ กลับสวนทางกับมุมมองของนักวิเคราะห์ในโพลล์ที่จัดทำโดยสำนักข่าว Bloomberg ที่ประเมินว่า ตลาดหุ้นมาเลเซียจะมีกำไรที่ลดลง มาอยู่ที่ 141 ล้านริงกิตในปีปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี สำหรับตัวเลขเท่าที่ผ่านมาของปีนี้ ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริหาร เมื่อปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า มาอยู่ที่ 1,020 ล้านหุ้น เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ที่เคยอยู่แค่เพียง 400 ล้านหุ้นเท่านั้น ขณะที่มูลค่าการซื้อขายก็กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 1,360 ล้านริงกิตต่อวัน จาก 602 ล้านริงกิต ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและสะท้อนถึงผลที่รัฐบาลเร่งใช้จ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าเติบโตต่อ
นักวิเคราะห์ของ Standard & Poor’s ประจำภาคพื้นเอเชีย ประเมินมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันของ Bursa Malaysia อาจปรับตัวขึ้น 17% ในปีนี้ อันเป็นผลมาจากการเข็นหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่และการเพิ่มขึ้นของปริมาณเทรดสินค้าอนุพันธ์อีกด้วย
ซีอีโอ Bursa Malaysia ได้แย้มออกมาด้วยว่า ในเดือนนี้ รัฐบาลอาจจะประกาศมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเสรีและปฏิรูปกฏเกณฑ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น แม้เขาจะไม่ได้พูดลงในรายละเอียดมากนักก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากจะเห็นความคืบหน้าจากงานนี้ ก็คือ การขยายโอกาสให้กับนักลงทุนรายย่อยให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น รวมถึงการปล่อยให้โบรกเกอร์ต่างชาติเข้ามาให้บริการในตลาดหุ้นของตนมากขึ้นด้วยเช่นกัน
IMF ชื่นชมการขายพันธบัตรล่าสุดของกรีซ
นายโดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวชื่นชมการขายพันธบัตรครั้งล่าสุดของรัฐบาลกรีซเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่กล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะชี้ชัดว่ากรีซซึ่งเป็นประเทศที่มียอดขาดดุลงบประมาณสูงสุดในยุโรปจะสามารถรีไฟแนนซ์หนี้สินที่เหลืออยู่ได้ในปีนี้หรือไม่
ผอ. IMF แสดงความหวังว่า การขายพันธบัตรครั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลกรีซลดยอดขาดดุลงบประมาณได้ ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ตลาดจะมีปฏิกริยาอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดูว่ากรีซจะสามารถระดมทุนในตลาดได้ทั้งหมดที่ต้องการหรือไม่
นายจอร์จ ปาปันเดรอู นายกรัฐมนตรีของกรีซ ประกาศใช้มาตรการลดตัวเลขขาดดุลลง 5 พันล้านยูโร (6,800 ล้านดอลลาร์) ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ด้านการเงินของกรีซ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรีซยังต้องระดมทุนให้ได้กว่า 2 หมื่นล้านยูโรเพื่อใช้ในการไถ่ถอนพันธบัตรในเดือนเม.ย.และพ.ค.นี้ ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ IMF ยังได้กล่าวว่า รัฐบาลกรีซมีนโยบายการคลังที่แข็งแกร่ง พร้อมกับย้ำว่ารัฐบาลยุโรปจำเป็นต้องจัดการปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง ขณะที่ IMF จะให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ยุโรป
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีปาปันเดรอูกล่าวว่า กรีซอาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF หากจำเป็น แต่นายฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ออกมาขัดขวางข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆในยุโรปร่วมมือกันช่วยกรีซในการลดยอดขาดดุลงบประมาณ
ขณะที่ นายจอร์จ โปรโวปูลอส ผู้ว่าการธนาคารกลางกรีซ กล่าวให้ สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ ดอยช์แลนด์ (FTD) ของเยอรมนีว่า กรีซจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อจัดการกับปัญหาหนี้สิน
ผู้ว่าการธนาคารกลางกรีซ กล่าวว่า การประมูลพันธบัตรรัฐบาลกรีซอายุ 10 ปี ซึ่งได้รับผลตอบรับหนาแน่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วนั้น แสดงให้เห็นว่ากรีซสามารถระดมทุนได้ตามที่ ต้องการในตลาดการเงิน ยอดจองพันธบัตรปิดสูงกว่า 1.6 หมื่นล้านยูโร โดยมีนักลงทุน มากกว่า 400 คน
นายโปรโวปูลอสกล่าวว่า กรีซต้องจ่าย "ราคาค่อนข้างสูง" เพื่อเปลี่ยนพันธบัตร แต่เขาก็มั่นใจว่า ต้นทุนการออกพันธบัตรจะลดลง โดยเขากล่าวว่า "ตั้งแต่นี้ไป แรงกดดันจะลดลง" เขาคาดว่ากรีซจะฟื้นตัวจากวิกฤติหนี้ครั้งนี้ด้วยตนเอง
ก่อนหน้านี้ มูดี้ส์ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซไว้ที่ A2 โดยมีแนวโน้มเชิงลบ และระบุว่า กรีซต้องดำเนินตามแผนรัดเข็มขัด อย่างสมบูรณ์แบบ มิฉะนั้นอาจจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง
รมต.คลังเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเปราะบาง แนะไม่ควรรีบขึ้นดอกเบี้ย
รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ออกโรงเตือนว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศยังคงเปราะบางเกินกว่าที่จะรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่เริ่มขยายตัวช้าลงในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2552 ที่อัตรา 0.2% หลังจากที่เคยขยายตัวได้ 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้านี้
ยูน จึง ฮยอน รัฐมนตรีกระทรวงกลยุทธ์และการคลังของเกาหลีใต้แสดงความเห็นในมุมของรัฐบาลว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างถึงความกังวลต่อ (1) ภาวะการพึ่งพาภาคเอกชนในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัวได้อย่างยั่งยืน (2) ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้น และ (3) ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนยังมีอยู่เป็นจำนวนมหาศาล
นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แสดงความกังวลว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้จะยุติการใช้มาตรการควบคุมอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ
ทั้งนี้ ธนาคารกลางตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 2% นับตั้งแต่เดือนมี.ค.2552 หลังจากที่ธนาคารเริ่มปรับลดดอกเบี้ยตั้งแต่ปลายปี 2551 เพื่อรับมือกับผลกระทบของวิกฤตการเงินที่ปะทุขึ้นภายหลังจากที่เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งประสบภาวะล้มละลายเมื่อเดือนก.ย. 2551
ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตุการณ์เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งทางกระทรวงฯแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจของธนาคาร
ขณะเดียวกันก็ย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลและธนาคารต้องกำหนดนโยบายการเงินให้สอดคล้องกันในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปลายปี 2551-2552 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อัดฉีดเงินเกือบ 50 ล้านล้านวอน (44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในรูปของการใช้เงินภาษีพิเศษและการลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับรัฐบาลในประเทศอื่นๆทั่วโลกที่ใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันนี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
รองผู้ว่าฯแบงก์ชาติจีนชี้หยวนจะแข็งค่าขึ้นในระยะยาว
ซู หนิง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวว่า เงินหยวนของจีนจะแข็งค่าขึ้นอย่างช้าๆในระยะยาว โดยในระยะสั้นนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนจะผันผวนตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาวแล้วนั้น การแข็งค่าของเงินหยวนจะเป็นผลดีต่อจีน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รองผู้ว่าการแบงค์ชาติจีนกล่าวว่า แรงกดดันที่ต้องการให้จีนขึ้นค่าเงินหยวนนั้นมีมานานแล้ว แต่การแข็งค่าของเงินหยวนไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะช่วยบรรเทายอดเกินดุลการค้าจำนวนมหาศาลของจีน โดยหากต้องการที่จะลดแรงกดดันเรื่องการขึ้นค่าเงินหยวน จีนก็ควรมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
รองผู้ว่าการแบงค์ชาติจีนกล่าวด้วยว่า การกำหนดยอดการปล่อยเงินกู้ครั้งใหม่ในปีนี้ไว้ที่ 7.5 ล้านล้านหยวนนั้น ควรจะช่วยเร่งโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการให้เสร็จสมบูรณ์ มากกว่าที่จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการใหม่ๆ และจีนควรจะควบคุมระดับราคาด้วยการชะลอปริมาณเงินของประเทศ
ขณะที่ นายเฉิน เต้อหมิง รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีนชี้ยอดเกินดุลการค้าของจีนกำลังหดตัวลง และขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งยอดเกินดุลที่ลดลงนี้บ่งชี้ว่า เงินหยวนอาจจะยังไม่แข็งค่าขึ้นในเร็วๆนี้เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ศาสตราจารย์นูเรียล รูบินี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า จีนจะจำกัดค่าเงินหยวนไม่ให้สูงเกิน 4% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในช่วงที่ต้องระมัดระวัง และธนาคารกลางจีนอาจจะยกเลิกการผูกติดค่าเงินหยวนกับเงินดอลลาร์อย่างเร็วสุดในไตรมาส 2
จีนสำรองธัญพืชในปริมาณสูงเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
จีนซึ่งเป็นผู้บริโภคธัญพืชรายใหญ่สุดของโลก เตรียมสำรองธัญพืชในปริมาณสูงเพื่อความมั่นคงทางอาหาร พร้อมกันนั้นยังอาจนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นด้วย
เป๋า เข่อซิน ประธานบริษัท ไชน่า เกรน รีเซิร์ฟส์ (China Grain Reserves Corp.) กล่าวว่า "การสำรองธัญพืชไว้ที่ระดับ 150-200 ล้านตันถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก"
ทั้งนี้ จีนบริโภคธัญพืชราว 500 ล้านตันต่อปี และรัฐบาลจะสำรองธัญพืชในปริมาณ 40% ของดีมานด์ทั้งหมดเพื่อป้องกันซัพพลายและควบคุมราคาอาหาร
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า กล่าวว่า รัฐบาลจะเพิ่มกำลังการผลิตธัญพืช เมล็ดพืชสำหรับทำน้ำมัน ฝ้าย และน้ำตาล พร้อมขึ้นราคาขั้นต่ำของธัญพืชและทำการสำรองสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนซื้อถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าวจากเกษตรกร จากนั้นจึงนำมาสำรองไว้ในไซโลทั่วประเทศเผื่อไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินและเพื่อป้องกันมิให้ราคาพืชผลมีความผันผวนมากเกินไป และจีนเป็นประเทศที่มีการสำรองธัญพืชมากที่สุดในโลก
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Tuesday, March 09, 2010 (Archive on Tuesday, March 16, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|