|
|
Wednesday, February 08, 2012
|
|
|
|
|
คาดเศรษฐกิจจีนโต 8% ปีนี้-แบงก์ชาติส่งสัญญาณยังปล่อยหยวนแข็งค่า
Posted on Monday, March 08, 2010 |
คาดเศรษฐกิจจีนโต 8% ปีนี้-แบงก์ชาติส่งสัญญาณยังปล่อยหยวนแข็งค่า
นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ของจีนกล่าวในการประชุมประจำปีของรัฐสภาจีนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 8% ในปีนี้
ขณะเดียวกันนายเหวินคาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ จะอยู่ที่ระดับ 3% ในปีนี้ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในปีนี้จะดีกว่าในปีที่แล้ว แม้จีนอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้นก็ตาม
นอกจากนี้ นายเหวินกล่าวว่า ปี 2553 จะเป็นปีที่สำคัญและเป็นปีที่ท้าทายสำหรับจีน เนื่องจากจีนยังต้องรับมือกับวิกฤตการณ์การเงินโลก ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและผลัดดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อและภาวะฟองสบู่
นักวิเคราะห์ คาดว่า รัฐบาลจีนจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 8% ในปีนี้ แต่แนะนำรัฐบาลจีนไม่ควรจดจ่ออยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่ควรให้ความสนใจต่อคุณภาพของการขยายตัวด้วย
ในปี 2552 จีดีพีของจีนขยายตัว 8.7% สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 8% โดยเศรษฐกิจจีนขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากรัฐบาลจีนใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายโจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ออกแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กรุงปักกิ่งในวันเสาร์ว่า จีนมีความระมัดระวังเรื่องการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าอาจจะไม่มีการปรับเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเร็ว ๆ นี้ แม้เศรษฐกิจจีนขยายตัวแข็งแกร่งก็ตาม
นายโจวกล่าวว่า การปฏิรูปค่าเงินหยวนถือเป็นนโยบายระยะยาว ส่วนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันของจีนนับว่ายืดหยุ่นมากพอ
ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนได้ตรึงสกุลเงินหยวนไว้ที่ระดับ 6.8 หยวนต่อดอลลาร์มาตั้งแต่เดือนก.ค.ปี 2552 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออกของจีนให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่ค้าของจีน โดยเฉพาะสหรัฐ นอกจากนี้ นายโจวยังกล่าวด้วยว่า ธนาคารกลางจีนพร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมในการควบคุมการปล่อยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ หลังจากธนาคารกลางประกาศให้เพิ่มการกันสำรองสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ การแสดงความคิดเห็นของนายโจวสวนทางกับเทรดเดอร์ในตลาดเงินตราที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า จีนจะปล่อยเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นเนื่องจากยอดส่งออกของจีนขยายตัวแข็งแกร่ง และดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
จับตาค้าปลีกสหรัฐสัปดาห์นี้ หลังตัวเลขตลาดแรงงานดันหุ้นบวก
ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงการผ่อนคลายความกังวลที่มีต่อวิกฤติประเทศกรีซ เป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดหุ้น ทั้งที่สหรัฐฯ และยุโรป ให้เดินหน้าบวกต่อในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นวิ่งต่อได้
แรงซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่องก็ส่งผลให้หุ้นในหลายกลุ่ม นับตั้งแต่ยักษ์ใหญ่ธุรกิจบันเทิง อย่าง Walt Disney ไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ บริษัท Boeing ปรับตัวขึ้นได้มากกว่า 6%
ขณะที่ข่าวการเทคโอเวอร์ก็เป็นอานิสงส์ต่อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะเรื่องคำเสนอซื้อกิจการของบริษัท Novell และการประกาศแผนขายธุรกิจของยักษ์ใหญ่ธุรกิจประกัน บริษัท American International Group หรือ AIG ในสัปดาห์ที่แล้ว
เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ดัชนี S&P 500 บวก 3.1% ขณะที่ Dow Jones ขยับเพิ่มขึ้น 2.3% และ Nasdaq บวกกระโดดเกือบ 4%
ส่วนที่ตลาดหุ้นยุโรปก็ไม่น้อยหน้า เมื่อดัชนี Stoxx Europe 600 วิ่งขึ้นถึง 4.6% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นสถิติการปรับตัวขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา จนสามารถพลิกกลับเป็นบวกได้เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่แล้ว ที่ตลาดถูกกดดันจากปัจจัยเรื่องหนี้ของประเทศกรีซ สเปน และโปรตุเกส ไปจนถึงเรื่องที่ประเทศจีนเดินหน้าใช้มาตรการชะลอเศรษฐกิจ ด้วยการจำกัดการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจในประเทศ
และหลังจากที่ตัวเลขภาคการผลิตจากทางสหรัฐฯ โชว์การขยายตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน พร้อมๆ กับภาคบริการที่เร่งตัวขึ้นดีกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนก็ยังจับตาดูรายงานเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ด้วยการพุ่งเป้าไปที่ตัวเลขยอดค้าปลีก
ตลาดคาดว่า retail sales ของเดือนกุมภาพันธ์อาจปรับตัวลง หลังพายุหิมะเข้ามาเป็นปัจจัยฉุดการใช้จ่ายผู้บริโภค จนทำให้บรรดาร้านรวงต่างๆ รวมไปถึงดีลเลอร์รถยนต์ต้องเผชิญกับยอดขายที่ดูเงียบเหงาอีกครั้ง แม้ว่าตัวเลขเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจะแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ กำลังดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งจากนี้ก็คงต้องรอดูท่าทีจากบรรดานายจ้างและเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรง ในฐานะที่เป็นปัจจัยหลักที่ไปกำหนดแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคนับจากนี้
กรีซเดินสายสร้างความเชื่อมั่นหลังโชว์แผนลดขาดดุลการคลัง
เรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศกรีซ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปให้เงินสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีก็เพียงแต่คำกล่าวสร้างความมั่นใจจากประเทศใหญ่ อย่าง ฝรั่งเศส ที่ ประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy ย้ำถึงความพร้อมของ EU ในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
ทางด้านนาย George Papandreou นายกรัฐมนตรีกรีซ ที่อยู่ระหว่างเดินสายล็อบบี้ขอความช่วยเหลือจากประเทศชั้นนำหลายแห่ง ก็เผยถึงความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เริ่มที่จะเห็นผลและสร้างความมั่นใจแก่ประเทศในสหภาพยุโรปได้บ้างแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเยอรมัน ก็กล่าวเปรียบเปรยแผนการให้ความช่วยเหลือสำหรับกรณีนี้ว่า ประเทศของตนจะไม่มีการสั่งตีเช็คเปล่า หรือ blank check ที่ให้ลูกหนี้กรอกตัวเลขตามใจอย่างแน่นอน
นายกรัฐมนตรี Angela Merkel ของเยอรมันยังปฏิเสธถึงแผนการให้ความช่วยเหลือ ณ ขณะนี้ แม้จะมีข่าวว่า ทางสหภาพยุโรปกำลังเร่งจัดทำแผนสนับสนุนเงินทุนฉุกเฉิน ที่จะถูกลงขันโดยรัฐบาลประเทศสมาชิก ซึ่งรูปแบบอาจจะรวมไปถึงการสร้างหน่วยงานที่มีโมเดลการทำงานคล้ายๆ กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤติซ้ำรอยในอนาคต
ส่วนฟากของนาย Nicolas Sarkozy ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ออกมาชักชวนเพื่อนร่วมกลุ่ม EU ว่า ทุกคนควรจะต้องให้ความสนับสนุนแก่กรีซ มิฉะนั้นแล้วก็อาจต้องปล่อยให้กรณีนี้กลายเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป
ทริปของนาย Papandreou ก็รวมไปถึงการเดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน ปารีส ไปจนถึงวอชิงตัน หลังจากที่รัฐบาลของเขาประกาศอนุมัติโครงการลดตัวเลขขาดดุลงบประมาณลงกว่า 4,800 ล้านยูโร หรือราว 6,500 ล้านเหรียญในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเขาก็ยังน่าจะอุ่นใจได้อยู่ในเรื่องของฐานคะแนนเสียง เมื่อโพลล์ของสื่อในประเทศระบุว่า ประชาชนที่สนับสนุนแผนลดตัวเลขติดลบทางการคลังของนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ยังอยู่เหนือผู้ที่ไม่เห็นด้วย ในสัดส่วน 51.9 ต่อ 47.5%
สำหรับกรณีทางเลือกอื่นๆ นาย Papandreou ได้เปิดช่องไว้ด้วยว่า กรีซอาจจะต้องหันหน้าไปพึ่งองค์กรที่เป็นเสมือนทางเลือกแหล่งสุดท้าย ซึ่งก็คือ IMF ในกรณีที่มีความจำเป็น และคำกล่าวนี้ก็ทำให้หลายหน่วยงาน ซึ่งรวมถึง ธนาคารกลางยุโรป ออกมาเต้นและแสดงท่าทีปฏิเสธ หลังหลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถในการแก้ปัญหาในภูมิภาคที่เกิดขึ้นครั้งนี้
โอบามามั่นใจตลาดแรงงานสหรัฐฟื้นตัว
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) ประจำเดือนก.พ.ปรับตัวลดลง 36,000 ตำแหน่ง เนื่องจากพายุหิมะส่งผลให้บริษัทหลายแห่งของสหรัฐต้องปิดทำการชั่วคราวและลดการจ้างงานลง
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุในรายงานครั้งล่าสุดว่า พายุหิมะที่โหมกระหน่ำตลอดแนวอีสต์โคสท์ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนก.พ. โดยเฉพาะเขตริชมอนด์ ซึ่งรวมถึงแมรีแลนด์ และเวอร์จิเนีย ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ภาวะเศรษฐกิจซบเซาลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจ้างงานเดือนก.พ.ลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะร่วงลง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานประจำเดือนก.พ.ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 9.7% นับเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่อัตราว่างงานเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 10.0%
หลังจากการรายงานตัวเลขดังกล่าว ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า การจ้างงานเดือนก.พ.ปรับตัวลดลงเป็นเพียงเพราะผลกระทบจากพายุหิมะที่พัดกระหน่ำอีสโคสต์ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ตัวเลขจ้างงานยังปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานเริ่มฟื้นตัวขึ้น และมีแนวโน้มการจ้างงานจะปรับตัวขึ้นในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม เขากำลังผลักดันให้สภาคองเกรสเร่งผ่านร่างกฎหมายสร้างงานและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ตกงาน
ในขณะที่ตัวเลขภาคการจ้างงานนั้นดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังมีการรายงานว่า ปริมาณการขอสินเชื่อของผู้บริโภคในเดือนม.ค.เพิ่มขึ้น 4,960 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.4% ต่อปี ซึ่งป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 1 ปี เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าชาวอเมริกันมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น โดยสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่อการซื้อรถยนต์และการศึกษา
นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) กล่าวว่า ผู้บริโภคมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 1.7% ต่อปีในไตรมาส 4 หลังจากรัฐบาลสหรัฐใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดจ้างงานที่ฟื้นตัวขึ้นของสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเช่นกัน
โอบามา คองเกรสผ่านร่างกฎหมายระบบประกันสุขภาพ
ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับนโยบายภายในประเทศของผู้นำสหรัฐ
โอบามากล่าวว่า หากสภาคองเกรสเห็นชอบแผนปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ร่างกฎหมายดังกล่าวก็จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ทันที แต่หากผลออกมาในทางตรงกันข้าม ก็จะส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่ได้รับประกันสุขภาพในกรณีที่มีการเปลี่ยนงานหรือตกงาน ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ต้องเลือกระหว่างการใช้ระบบประกันสุขภาพหรือการจ้างพนักงาน
ขณะเดียวกัน โอบามายังได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์บริษัทประกันภัยที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า เหตุใดจึงเพิ่มการเรียกเก็บเบี้ยประกันแพงขึ้นโดยพลการ
ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โอบามาได้เข้าร่วมประชุมกับแคทลีน เซเบเลียส รัฐมนตรีกระทรวงสุขภาพและสวัสดิการสังคมของสหรัฐและบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่สุดที่ทำเนียบขาว โดยได้ขอให้บริษัทประกันเหล่านี้สนับสนุนการปฏิรูประบบประกันสุขภาพของประชาชน
นายโรเบิร์ต กิ๊บส์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า รัฐมนตรีได้ขอให้บริษัทเหล่านี้ให้ข้อมูลแก่ชาวอเมริกันเกี่ยวกับต้นทุนด้านการประกันสุขภาพที่กำลังจะเพิ่มขึ้นอีก 5-6% รวมทั้งการอธิบายให้เห็นว่า การขึ้นอัตราค่าประกันที่ 39% และ 40% นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยโฆษกทำเนียบขาวเชื่อว่า จะมีการประชุมเพื่อผ่านกฎหมายดังกล่าวภายในวันที่ 18 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่โอบามาได้เดินทางไปยังอินโดนีเซียและออสเตรเลีย และคาดว่า จะได้ลงนามในกฎหมายดังกล่าวหลังจากการเดินทางเยือนอินโดนีเซีย
ธนาคารในสหรัฐล้มเพิ่มดันยอดรวมปีนี้ 26 แห่ง
หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วว่า มีธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นในสหรัฐฯ ต้องปิดกิจการลงเพิ่มอีก 4 แห่ง ซึ่งก็ส่งผลให้ยอดธนาคารพาณิชย์ที่ต้องปิดตัวลงไปนับตั้งแต่ต้นปีรวมอยู่ที่ 26 แห่ง เนื่องจากหนี้เสียเป็นจำนวนมากยังคงสร้างปัญหาให้กับแบงก์พาณิชย์เหล่านี้อยู่
สำนักงานประกันเงินฝากของสหรัฐฯ (FDIC) เปิดเผนรายละเอียดว่า 1 ใน 4 แห่งของธนาคารที่ล้มในรอบนี้ คือ (1) Sun American Bank of Boca Raton อยู่ที่มลรัฐ ฟลอริด้า ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนทั้งหมด 4 แห่งที่ต้องล้มไปคราวนี้ โดย Sun American Bank มีสินทรัพย์อยู่ประมาณ 535.7 ล้านดอลลาร์ และ มีบัญชีเงินฝากอยู่ 443.5 ล้านดอลลาร์
ส่วนธนาคารอีก 3 แห่งที่เหลือประกอบด้วย (2) Centennial Bank of Odgen ที่รัฐยูทาห์ (3) Waterfield Bank of Germantown ทีรัฐแมรี่แลนด์ และ (4) Bank of Illinois of Normal ที่รัฐอิลลินอยส์
ทั้งนี้ สาขาทั้งหมด 12 แห่งของ Sun American Bank จะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ เนื่องจากคาดการณ์ว่า First-Citizens Bank & Trust Company of Raleigh จะเข้าซื้อสินทรัพย์บางส่วนของ Sun American Bank
อย่างไรก็ดี หาก FDIC ยังไม่สามารถหาผู้ที่จะมาซื้อ Centennial Bank ได้ ดังนั้น FDIC จะรับผิดชอบเงินฝากในวงเงินที่ได้รับประกันให้แก่ผู้ฝากเงินรายย่อย โดยเช็คเงินฝากจะถูกส่งไปให้ผู้ฝากเงินในวันจันทร์ ซึ่ง Centennial Bank มีบัญชีเงินฝากอยู่ประมาณ 205.1 ล้านดอลลาร์ แต่ประมาณการเบื้องต้นระบุว่า วงเงินฝาก 1.8 ล้านจะไม่ได้รับการประกัน
ส่วน Waterfield Bank จะได้รับการช่วยเหลือจาก FDIC จากสถาบันเงินฝากใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมาโดย FDIC เพื่อที่จะเข้า take over การดำเนินงานของ Waterfield Bank ซึ่งหน่วยงานแห่งใหม่นี้จะเปิดให้ ผู้ฝากเงินนั้นสามารถเข้าถึงเงินฝากของตนได้และโยกย้ายบัญชีได้ (เฉพาะจำนวนที่ได้รับประกันเท่านั้น) ไปจนถึงวันที่ 5 เม.ย.
นางชีล่าร์ แบลร์ ประธานของ FDIC กล่าวว่า ได้มีการประเมินว่าจำนวนแบงก์ที่จะปิดกิจการในปี 2553 นี้ จะยังมีจำนวนที่สูง แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น เพราะ อุตสาหกรรมธนาคารยังคงจำเป็นที่จะต้องจัดการกับปัญหาหนี้เสีย และ สะสางปัญหา balance sheets อย่างต่อเนื่องในปีนี้
ทั้งนี้ จำนวนธนาคารที่ปิดตัวลงไปในปี 2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 140 แห่ง เพิ่มขึ้น เกือบ 5 เท่าจากปี 2551 ที่มีแบงก์ที่ปิดกิจการไปเพียง 25 แห่ง ขณะที่ในปี 2550 มีเพียง 3 แห่งเท่านี้
ผู้แทนจีนพร้อมรับผู้นำเกาหลีเหนือ ฟื้นการเจรจานิวเคลียร์
นายอู๋ ต้าเหว่ย ผู้แทนเจรจาระดับสูงด้านนิวเคลียร์เกาหลีเหนือของจีนกล่าวว่า จีนพร้อมให้การต้อนรับนายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือทุกเมื่อ หากนายคิมต้องการเดินทางเยือนประเทศจีน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ที่ผ่านมานายคิม จอง อิล แสดงความต้องการเดินทางเยือนประเทศจีนอยู่บ่อยครั้งเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดมีความเป็นไปได้ว่าผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออาจเดินทางเยือนจีนในเดือนมีนาคมนี้ แต่นายอู๋กล่าวว่าแผนการดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากข้อมูลที่ได้มายังไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม นายอู๋หวังว่าผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินทางเยือนจีนในเร็วๆนี้ หลังจากที่เคยเดินทางเยือนจีนครั้งแรกเมื่อเดือนม.ค. 2549 เพื่อเจรจาขอความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ผู้แทนจีนคาดว่าจะสามารถจัดการเจรจา 6 ฝ่ายว่าด้วยเรื่องโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือได้อีกครั้งในช่วงครึ่งปีแรกนี้ หลังจากที่การเจรจาดังกล่าวชะงักมาเป็นเวลาถึง 13 เดือน แต่เริ่มมีความคืบหน้าเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปีที่แล้ว
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (ศุกร์ที่ 5 มี.ค 2553) • ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (ก.พ.) ลดลง 36,000 ราย (ลดลงน้อยกว่าคาดการณ์) • อัตราการว่างงาน (ก.พ.) อยู่ที่ระดับ 9.7%
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Monday, March 08, 2010 (Archive on Monday, March 15, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|