Wednesday, February 08, 2012
Text Size :Small | Medium |Large


  Money Insight  



JP Morgan ยังรั้งแชมป์วาณิชธนกิจเหนือ Goldman Sachs

Posted on Friday, March 05, 2010
JP Morgan รั้งแชมป์วาณิชธนกิจเหนือ Goldman Sachs

เพียงปีกว่าที่ผ่านไป วิกฤติการเงินก็พลิกโฉมให้กับหลายๆ ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์การบริหาร การมองหาพันธมิตร และการควบรวมกิจการ จนส่งผลให้มีการล้มหายตายจากของคู่แข่ง ไปจนถึงการเปลี่ยนตัวผู้นำผู้ตามในหลายอุตสาหกรรม

แน่นอนว่า ธุรกิจธนาคาร ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของปัญหาที่เกิดขึ้น ได้ถูกบีบบังคับให้มีการล้างขาดทุนครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีการประเมินว่าอาจจะสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญ อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้เสียที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2550 และ 2551 ก่อนที่จะนำมาสู่การระดมทุนและออกหุ้นขายตามมากันอย่างคึกคักในปีที่แล้ว

สถานการณ์นี้ก็เลยทำให้ทาง underwriter หรือ สถาบันการเงินที่เป็นผู้จัดการการออกและขายหลักทรัพย์ จึงต้องง่วนอยู่กับการทำดีลของเพื่อนร่วมธุรกิจ ซึ่งก็คือธนาคารและโบรกเกอร์ด้วยกันเอง และทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมจากการออกขายหลักทรัพย์ สำหรับงานวาณิชธนกิจทั้งอุตสาหกรรมในปี 2552 ออกมาเพิ่มขึ้น 13% มาอยู่ที่ 59,800 ล้านเหรียญ แม้จะยังห่างไกลจากสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ที่ 86,900 ล้านเหรียญในปี 2550

หลายคนอาจจะอยากรู้ว่าใครเป็นเบอร์หนึ่งของงานนี้ ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ตำแหน่งแชมป์งาน IB หรือ Investment Banking ในปีที่แล้ว ยังตกเป็นของ JPMorgan Chase ด้วยรายได้ที่ทำไว้ที่ 4,970 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 16% จากปี 2551

ขณะเดียวกัน JPMorgan ก็สามารถครองอันดับหนึ่งของผู้ที่ทำรายได้จากการออกขายหุ้นและตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนเบอร์สองของผู้ที่ทำรายได้สูงสุดจากงานวาณิชธนกิจ ก็ตกเป็นของยักษ์ใหญ่ อย่าง Goldman Sachs Group ที่ขณะเดียวกันก็สามารถพ่วงตำแหน่งแชมป์ของผู้ที่ทำรายได้จากการควบรวมกิจการได้สูงสุดอีกด้วย

ถ้ายังจำกันได้ยักษ์ใหญ่จากวอลล์สตรีทแห่งนี้เป็นผู้จัดการดีลของบริษัทผู้ผลิตยาชั้นนำ Schering-Plough ด้วยการเดินหน้าขายกิจการมูลค่า 47,000 ล้านเหรียญ ให้กับทางบริษัท Merck จนสำเร็จ

อย่างไรก็ดี แนวโน้มรายได้จากงานทางด้านวาณิชธนกิจ อาจดูไม่สวยหรูอย่างที่หลายคนคิด เมื่อผู้เชี่ยวชาญหลายคน ไม่ว่าจะผู้บริหารของ Morgan Stanley, Barclays, Credit Suisse Group, UBS รวมถึงของ Goldman เอง ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การที่สภาวะตลาดผันผวนในตอนนี้ และความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลงรอบใหญ่ ถือเป็นความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นตัวบีบคั้นรายได้ในธุรกิจนี้ในที่สุด


หุ้นสหรัฐฯ บวกจากตัวเลขเศรษฐกิจดีเกินคาด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯบวกได้จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีเกินคาด ซึ่งไปบดบังความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เริ่มตั้งแต่ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกของชาวอเมริกันที่ลดลง 29,000 ราย จากระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน สู่ระดับ 469,000 ราย

ขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตก็เป็นตัวเลขที่สูงกว่าคาดการณ์ของตลาด โดยมีแรงซื้อหุ้นสื่อสาร ค้าปลีก และ หุ้นการเงินช่วยหนุนบรรยากาศการซื้อขายในตลาหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนนี้

ด้านตลาดหุ้นยุโรปมีบรรยากาศการลงทุนที่ผันผวน หลายตลาดปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการ หลังจากผลประกอบการของบริษัทเอกชนบางแห่งสร้างความผิดหวังให้กับตลาด ทางฝั่งตลาดหุ้นอังกฤษมีแรงเทขายหุ้นในกลุ่มเหมืองแร่ เพิ่มเข้ามาด้วย

ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ร่วงจากแรงเทขายทำกำไร ประกอบกับนักลงทุนชะลอท่าทีก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภาจีนประจำปี ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร

ส่วนตลาดเงินนั้น ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จากระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ เนื่องจากธนาคารกลางยุโรปยังคงดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ หลังจากที่กรีซพยายามจะลดการขาดดุลงบประมาณอย่างหนักทำให้กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยรวม


ECB-BOE ตัดสินใจคงดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ต่อไป

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายนั้นให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากการถอนมาตรการสินเชื่อฉุกเฉินและวิกฤติการคลังที่ประเทศกรีซ โดยอัตราดอกเบื้ยนโยบายของอีซีบีนั้นถูกคงเอาไว้ที่ระดับ 1% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

ขณะที่ก่อนหน้าการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของ ECB นั้น ทาง สำนักสถิติยุโรป หรือ ยูโรสแตท รายงานว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ไตรมาส 4/2552 ของ ประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน ขยายตัวในอัตราเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการหดตัวลง 2.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ 2551

สาเหตุที่ทำให้การขยายตัวน้อยมากนั้นเกิดจาก การลงทุนของภาคเอกชนที่ปรับตัวลดลง ซึ่งปัจจัยเดียวที่หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วก็คือ การค้าระหว่างประเทศ ที่ส่งผลต่อ GDP ในสัดส่วนประมาณ 0.3%

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุด 0.5% เป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายวันนี้ ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอังกฤษที่ยังอ่อนแอ

พร้อมกันนี้ ธนาคารยังได้ตัดสินใจที่จะไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมภายใต้โครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มูลค่า 2 แสนล้านปอนด์ หลังจากที่ได้ประกาศระงับโครงการดังกล่าวในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการขยายตัวที่ 0.3% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วจะแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้ แต่แบงก์ชาติอังกฤษก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า การขยายตัวของอังกฤษจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่


พรูเดนเชียล- AIG เดินสายเอเชียชี้แจงการควบกิจการ

นายทิดจาเน เธียม ซีอีโอบริษัทพรูเดนเชียลของอังกฤษ และนาย โรเบิร์ต เบนมอช ซีอีโอ บริษัทอเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล กรุ๊ป ( AIG ) ของสหรัฐ ได้จัดประชุมกับพนักงานของทั้งสองบริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ในเมื่อวานนี้ เพื่อผ่อนคลายความวิตกเกี่ยวกับการทำข้อตกลงควบรวมกิจการครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของยักษ์ใหญ่ธุรกิจประกันทั้ง 2 ที่มีการเปิดเผยออกมาในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ พวกเขาได้กล่าวกับพนักงานในมาเลเซียในช่วงวานนี้ และ มีกำหนดจัดการประชุมที่สิงคโปร์ในช่วงวานนี้ ขณะที่คาดว่าจะเดินทาง มายังประเทศไทยเพื่อชี้แจงกับพนักงานในวันนี้

พรูเดนเชียลบรรลุข้อตกลงซื้อบริษัทอเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล แอสชัวรันส์ ( AIA ) ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตในเอเชียในเครือของ AIG ด้วยวงเงิน 35,500 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าความต้องการบริการทาง การเงินส่วนบุคคลในเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย AIA ถือเป็นสินทรัพย์ ที่มีมูลค่ามากที่สุดในเอเชียของ AIG

AIA มีลูกค้ากว่า 20 ล้านรายในเอเชีย ขณะที่พรูเดนเชียล มีลูกค้าประกันชีวิตมากกว่า 11 ล้านรายในภูมิภาค

ในมาเลเซีย ซึ่ง AIA มีพนักงานกว่า 1,000 คน และมีเครือข่าย ตัวแทน 10,000 คนนั้น นายเธียมและนายเบนมอชได้ชี้แจงแก่พนักงานเป็นเวลา 1 ชั่วโมงที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลในกรุงกัวลาลัมเปอร์

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่เข้าร่วมการประชุมกล่าวว่า นายเธียมได้ตอบคำถาม ต่างๆของพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำถามเกี่ยวกับความวิตกกังวลในการเลิกจ้าง

พรูเดนเชียลระบุในแถลงการณ์ว่า ในสิงคโปร์ ซึ่งทั้ง AIA และ พรูเดนเชียลมีส่วนแบ่งตลาดราว 15% นั้น ซีอีโอของทั้งสองบริษัทได้มีการแถลง แก่พนักงานในการประชุม 2 ครั้ง

ทางด้านหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์สรายงานว่า นายเธียมได้จัดการ ประชุมพนักงานที่ฮ่องกงช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา


GM ยันมาตรการเรียกคืนรถไม่กระทบเอเชีย-อาเซียน

นายสตีฟ คาร์ไลส์ ประธานกรรมการ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสต์เอเชีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า

มาตรการเรียกคืนรถของ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส ในสหรัฐไม่มีผลกระทบต่อรถยนต์ที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและอาเซียน เนื่องจากไม่มีการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในรุ่นที่เรียกคืนและไม่มีการใช้ชิ้นส่วนที่มีปัญหาดังกล่าว

การเรียกคืนรถยนต์จะมีผลเฉพาะรุ่นที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเท่านั้น ประกอบด้วย รถเชฟโรเลต โคบอลท์, พอนติแอค จี5, พอนติแอค จี4 และ พอนติแอค เพอร์ซูท และจำหน่ายไปแล้วกว่า 1.3 ล้านคัน

ทั้งนี้ รถรุ่นดังกล่าวที่ถูกเรียกคืนพบว่าจะมีปัญหาในส่วนของมอเตอร์ในระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ แต่ถึงแม้ว่าจะมีความบกพร่อง แต่ยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตจากข้อบกพร่องที่พบ

นายสตีฟ กล่าวว่า มาตรการเรียกคืนรถที่เป็นไปโดยสมัครใจของจีเอ็มเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบอย่างยิ่งยวดที่มีต่อลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดตามและแก้ไขปัญหาในเรื่องคุณภาพรถปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ผู้ขับขี่อาจเพียงแต่จะต้องออกแรงหมุนพวงมาลัยเพิ่ม ณ ความเร็วต่ำ แต่ว่าโดยรวมแล้วก็ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย


อินโดฯ คงดอกเบี้ยที่ 6.5% - มาเลเซียขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 6.5% ในการประชุมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปี 2548 และเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 7 ครั้งแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการกู้ยืมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลจจะอัดฉีดงบประมาณเพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 140,000 ล้านดอลลาร์ในการสร้างถนน ท่าเรือ และสนามบินในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างน้อย 6.6% ภายในปี 2557

ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเศรษฐกิจให้ขยายตัวในอีกทางหนึ่ง

อัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ.ของอินโดนีเซียปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.81% ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อินโดฯคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 6.5% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินโดนีเซียยังสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ระดับ 1.25% มาเลเซีย 2% และฟิลิปปินส์ 4%

ด้านธนาคารกลางมาเลเซียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) อีก 0.25% เป็น 2.25% จากระดับปัจจุบันที่ 2.0% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น โดยธนาคารระบุว่า ตัดสินใจปรับ OPR ให้สอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมทางการเงินที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และเพื่อป้องกันภาวะไร้สมดุลทางการเงิน

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาเลเซียรายงาน จีดีพี ไตรมาส 4 ปี 2552 ขยายตัว 4.5% หลังจากที่ดีมานด์ภายในประเทศและต่างประเทศแข็งแกร่งขึ้น \ขณะที่อัตราการขยายตัวของจีดีพีตลอดทั้งปีที่แล้ว ติดลบเพียง 1.7% ซึ่งดีกว่าที่รัฐบาลมาเลเซียคาดการณ์ไว้ว่า จีดีพีปี 2552 จะติดลบ 3%

ธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นมีส่วนทำให้ดีมานด์ภายในประเทศสูงขึ้น ในขณะที่การใช้มาตรการทางการเงินก็ช่วยสนับสนุนการขยายตัวในไตรมาสดังกล่าว

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน และคาดว่า แนวโน้มที่เป็นบวกเช่นนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้


สหรัฐพร้อมกระชับสัมพันธ์จีน หลังพิพาทกรณีไต้หวันและทิเบต

กระทรวงต่างประเทศจีนเผย สหรัฐแสดงความพร้อมที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน หลังจากที่ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐเสนอขายอาวุธให้กับไต้หวัน และการพบปะกันระหว่างประธานาธิบีโอบามากับองค์ดาไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต

ฉิน กัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวว่า นายเจมส์ สไตน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนจีนเป็นเวลา 3 วัน ได้รับฟังท่าทีของจีนเกี่ยวกับเรื่องไต้หวันและทิเบต และกล่าวว่า สหรัฐพร้อมที่จะร่วมงานกับจีนในประเด็นเหล่านี้ โดยพร้อมปรับปรุงความสัมพันธ์ทั้ง 2 ฝ่ายให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ดูจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง โฆษกสภาผู้แทนราษฎรของจีนเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอีก 7.5% แตะระดับ 532,000 ล้านหยวน หรือ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553

งบประมาณส่วนดังกล่าวนั้น น้อยกว่าปีที่แล้วที่มีการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม 14.9% และนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปีที่จีนเพิ่มการใช้จ่ายประเภทดังกล่าวต่ำกว่า 10%

งบประมาณด้านกลาโหมที่มีการปรับเพิ่มในปีนี้จะถูกนำไปใช้ในการจัดซื้อยุทธปัจจัยทางทหารเพื่อปกป้องการคุมคามในรูปแบบต่าง ๆ โดยการเพิ่มงบฯทหารจะมุ่งปกป้องการรักษาอธิปไตยเหนือไต้หวัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินจีน แต่จีนยืนยันว่า ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นมหาอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการทหาร

อย่างไรก็ตาม แม้งบประมาณด้านกลาโหมในปีนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าในปีที่แล้ว แต่หลายฝ่ายยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแผนการทางทหาร และแสนยานุภาพทางการทหารของจีนที่มีความยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกวัน


ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 4 มี.ค 2553)
• ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ 469,000 ราย
• ต้นทุนการผลิต (Q4/2009) ลดลง 5.9% จากไตรมาสก่อนหน้า
• ประสิทธิภาพการผลิต (Q4/2009) เพิ่มขึ้น 6.9% จากไตรมาสก่อนหน้า
• ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน (ม.ค.) เพิ่มขึ้น 1.7% จากเดือนก่อนหน้า (เพิ่มขื้นมากกว่าเดือนก่อน)
• ดัชนียอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (ม.ค.) ลดลง 7.6% จากเดือนก่อนหน้า

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (ศุกร์ที่ 5 มี.ค 2553)
• สถานการณ์ตลาดแรงงานสหรัฐฯ (ก.พ.) โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel

Posted on Friday, March 05, 2010 (Archive on Friday, March 12, 2010)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement