Wednesday, February 08, 2012
Text Size :Small | Medium |Large


  Money Insight  



S&P ห่วงเงินเฟ้อ-ฟองสบู่เอเชียหากตรึงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป

Posted on Thursday, March 04, 2010
S&P ห่วงเงินเฟ้อ-ฟองสบู่เอเชียหากตรึงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ( S&P ) เปิดเผยในรายงานว่า การที่ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำนานเกินไป เพียงเพื่อที่จะกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศนั้น อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะฟองสบู่ด้านสินทรัพย์

S&P ระบุว่า มาตรการกระตุ้นด้านการเงินและการคลัง ประกอบกับ เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น และเศรษฐกิจที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้เอเชียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน โดยเมื่อไม่นานมานี้ธนาคารกลางจีน อินเดีย และเวียดนาม ประกาศใช้มาตรการคุมเข้มด้านการเงิน ท่ามกลางสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังถูกคุกคามจากภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่ด้านสินทรัพย์

S&P กล่าวในรายงานว่า "แม้เศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิกยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รวมถึงดีมานด์ในต่างประเทศที่ชะลอตัวลง จนทำให้เอเชียต้องใช้มาตรการกระตุ้นดีมานด์และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ

แต่การคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปหรือใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลาที่นานเกินไป จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ภาวะฟองสบู่ด้านสินทรัพย์ และสุดท้ายจะนำไปสู่ปัญหาด้านการคลัง"

ขณะที่ ธนาคารกลางออสเตรเลียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น 4.0% ในการประชุมเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในการประชุม 5 ครั้ง

หลังจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ปี 2552 ขยายตัวในอัตรา 0.9% จากไตรมาส 3 ทำสถิติขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และภาคเอกชนของออสเตรเลียเพิ่มการจ้างงาน 52,700 ตำแหน่งในเดือนม.ค. ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ขณะที่อัตราว่างงานเดือนม.ค.ลดลงสู่ระดับ 5.3% จากเดือนธ.ค.ที่ 5.5%

นอกจากนี้ S&P คาดว่า เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ จะใช้มาตรการคุมเข้มด้านการเงินในปีนี้ เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาสินทรัพย์ อีกทั้งคาดว่าอินเดียและจีนจะใช้มาตรการคุมเข้มด้านการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ด้วย


โพลล์เฟดชี้ความต้องการสินเชื่อยังแผ่ว ฉุด Dow ติดลบ

นักลงทุนตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังลังเลในทิศทางตลาดหุ้น หลังเห็นผลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า Fed Beige Book ที่ระบุถึงความอ่อนแอของความต้องการสินเชื่อ รวมถึงสภาวะภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ยังคงดูไม่ดีนัก นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของความพยายามจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการจำกัดธุรกรรมการซื้อขายในพอร์ทการลงทุนของธนาคารด้วย

ผลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ของเฟดล่าสุด ได้ตอกย้ำความจริงที่ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจไม่ฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับที่บางคนคาดหวังไว้ แม้สถานการณ์ที่ผ่านมาจะมีแนวโน้มดีขึ้นก็ตาม

รายงานฉบับที่จะถูกส่งเข้าไปให้กับทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ประกอบการตัดสินในเรื่องดอกเบี้ยในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ ระบุว่า การใช้จ่ายผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และความต้องการสินเชื่อในระบบกลับยังตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ นอกจากนั้น ยังพบว่าตลาดแรงงานก็ไม่ได้ฟื้นตัวดีนัก

ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคำแถลงของนาย Ben Bernanke ที่ให้ไว้กับสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเขาบอกว่าเฟดจะยังตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะ

ขณะที่หนึ่งในผู้บริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่าง Thomas Hoenig ซึ่งเป็นประธานเฟดสาขา Kansas ก็แสดงความต้องการให้ละประโยคที่บอกว่า สภาวะวิกฤติการเงินกำลังคลี่คลายแล้ว

ยังมีอีกเรื่องที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดเมื่อคืนนี้ ซึ่งก็คือ ความพยายามของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่เรียกร้องให้สภาคองเกรสเดินหน้าโหวตกฎหมายปฏิรูประบบดูแลสุขภาพครั้งใหญ่ พร้อมกันนั้นยังเตรียมการที่จะส่งร่างกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุมเข้มธุรกรรมการซื้อขายในพอร์ทการลงทุนของบรรดาธนาคารทั้งหลาย ให้กับทางสภาคองเกรสเพื่อพิจารณาด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นของการซื้อขายเมื่อคืนนี้ ตลาดได้รับอานิสงส์จากตัวเลขเศรษฐกิจในส่วนของภาคบริการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ออกมาสูงกว่าที่หลายคนคาดไว้ นั่นก็คือ ดัชนีภาคบริการที่จัดทำโดย The Institute for Supply Management หรือ ISM โดยตัวเลขออกมาปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2007 ซึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจยังพอมีความหวังที่จะเห็นการจ้างงานเพิ่มขึ้นตามมาหลังจากนี้


กรีซประกาศลดการขาดดุลงบฯ ลง 4.8 พันล้านยูโร

เพื่อให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเต็มใจเข้าช่วยเหลือกรีซอย่างเต็มที่ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีจอร์จ ปาปันเดรอูของกรีซ ได้ประกาศมาตรการใหม่ที่จะช่วยลดตัวเลขการขาดดุลงบประมาณลงอีก 4,800 ล้านยูโร หรือ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็น 2% ของ GDP

มาตรการดังกล่าว จะเป็นการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ไปพร้อมๆ กัน ประกอบไปด้วย
- การลดโบนัสสำหรับข้าราชการลง 30%
- การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 2% จาก 19 เป็น 21%
- ตลอดจนการขึ้นภาษีเชื้อเพลิง เหล้าและบุหรี่
- ระงับการจ่ายเงินบำนาญ

รัฐบาลกรีซเชื่อว่า การตัดสินใจลดตัวเลขขาดดุลครั้งนี้ น่าจะทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เข้าสนับสนุนกรีซได้อย่างสบายใจ แต่ยอมรับว่า การตัดสินใจดังกล่าว เป็นเรื่องยาก แต่ต้องทำ เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และเศรษฐกิจของยุโรป

แต่มาตรการที่ประกาศออกมา กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการ เพราะเงินเดือนของพวกเขา ไม่ได้ขึ้นมานานแล้ว และหากรัฐบาลประกาศใช้มาตรการดังกล่าวจริง ก็เตรียมผละงานประท้วงมาตรการดังกล่าวในวันที่ 16 มี.ค.

ทั้งนี้มาตรการที่ออกมาจากการประชุมคณะรัฐมนตรีของกรีซ จะเข้าสู่การลงมติโดยสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ ซึ่งแผนดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะลดการขาดดุลจาก 12.7% ให้เหลือ 8.7% ภายในปีนี้

นายกรัฐมนตรีของกรีซ ต้องยอมทนเสียงต่อว่าถึงการประกาศใช้มาตรการต่างๆ ในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของยุโรปโดยรวม โดยเขามีกำหนดที่จะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในวันที่ 5 มีนาคมนี้ และหารือกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในวันที่ 7 มีนาคม ถึงแผนความช่วยเหลือด้านการเงิน รวมถึงหาทางหยุดยั้งการอ่อนค่าลงของยูโร แต่หลังจากการประกาศแผนของกรีซส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น และ ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนก.พ.

นอกจากนี้ สื่อรายงานว่า ทาง EU กำลังทบทวนแผนที่จะให้เงินช่วยเหลือแก่กรีซเป็นจำนวนเงินราว 25,000 ล้านยูโรในกรณีที่มีความจำเป็น ซึ่งทางเลือกหนึ่งก็คือ การให้สถาบันการเงินของรัฐบาลเยอรมัน อย่าง KfW Group เข้าไปซื้อพันธบัตรของประเทศ

กรีซเปรียบเทียบปัญหาครั้งนี้ ว่า เหมือนประเทศกำลังเผชิญกับสงคราม ดังนั้นจึงต้องการมาตรการที่แข็งกร้าวเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งอาจจะถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ หากกรีซไม่สามารถลดจำนวนหนี้สาธารณะที่มีอยู่ประมาณ 300,000 ล้านยูโร หรือ 125% ของ GDP ก็จะส่งผลต่อยุโรปทั้งภูมิภาค


ออสเตรเลียเลิกให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้ง

โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรออสเตรเลีย เตรียมยกเลิกมาตรการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ในการนำไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกษตรกรกู้มาจากธนาคาร

นายเบิร์กตำหนิรัฐบาลในอดีตที่ใช้การให้เงินอุดหนุนดังกล่าวเป็นยุทธวิธีเพื่อปกป้องการค้าของออสเตรเลียจากการแข่งขันกับต่างประเทศ และระบุว่ามาตรการดังกล่าวทำให้เกษตรกรไม่ตัดสินอนาคตของตนเองอย่างจริงจัง พร้อมกันนั้นจะมีการลงโทษเกษตรกรที่ฉวยโอกาสนำเงินไปใช้หนี้ส่วนตัวด้วย

นายเบิร์กกล่าว่า รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าคุณมีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน และถ้าหากคุณหมดหนี้ รัฐบาลก็จะหยุดให้ความช่วยเหลือ

นโยบายให้ความช่วยเหลือภัยแล้งฉุกเฉินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันระบุว่า เกษตรกรในพื้นที่ที่ประกาศว่าประสบภัยแล้ง จะได้รับรายได้สนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลรวมถึงได้รับเงินช่วยเหลือในการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย

ณ วันที่ 31 ธันวาคม รัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชนจำนวนเดือนละกว่า 61 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (55.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และมีเกษตรกรกว่า 17,168 รายที่ได้รับเงินช่วยเหลือในการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เกษตรกรบางคนได้รับเงินช่วยเหลือถึง 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (452,743 ดอลลาร์สหรัฐ)


จีนขึ้นแท่นตลาดการลงทุนอสังหาฯรายใหญ่สุดในปี 52

คัชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (Cushman & Wakefield LLP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ เปิดเผยในรายงานเมื่อวานนี้ว่า จีนก้าวขึ้นแซงหน้าสหรัฐในฐานะตลาดการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของโลกในปี 2552

และคาดว่าจีนจะสามารถรักษาสถานะดังกล่าวเอาไว้ได้อีกครั้งในปี 2553 เนื่องจากเศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ดีกว่าและพึ่งพาการกู้ยืมน้อยกว่าสหรัฐ

รายงานของคัชแมน ระบุว่า การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในจีนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2552 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 156,200 ล้านดอลลาร์

ขณะที่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐหดตัวลง 64% สู่ระดับ 38,300 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐจะพุ่งขึ้น 50% ในปี 2553

ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัวในอัตรา 10.7% ต่อปี ในไตรมาส 4 ปี 2552 เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 586,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐชะลอการปล่อยกู้เพื่อเร่งปรับดุลบัญชี

คัชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ กล่าวว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของโลก เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้รัฐบาลจีนประกาศเรียกเก็บภาษีจากการขายบ้านสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านในระยะเวลา 5 ปี และยังทำให้ธนาคารกลางจีนมีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มสัดส่วนการกันสำรองสภาพคล่องเพื่อลดปริมาณการปล่อยเงินกู้

นอกจากนี้ คัชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ระบุว่า 8 ใน 20 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปี 2552 อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยฮ่องกง ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ ติดอันดับตลาดการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของโลก

ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังจากอัตราการลงทุนหดตัวลง 48% แตะที่ 19,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2552

ส่วนที่ยุโรปนั้น นักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี มากที่สุด และคาดว่าอัตราการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในตลาดยุโรปจะเพิ่มขึ้น 44% แตะที่ 152,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้


พนง.โตโยต้าล้มการชุมนุมหลังเรียกคืนรถ

สหภาพพนักงานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เปิดเผยว่า ทางสหภาพจะยกเลิกการชุมนุมประจำปีก่อนที่จะมีการเจรจาเรื่องค่าแรง

หลังจากที่บริษัทต้องเรียกคืนรถกว่า 8 ล้านคันทั่วโลก โดยกำหนดการชุมนุมเดิมนั้นจะเกิดขึ้นในวันที่ 9 มีนาคมที่จะถึงนี้

สหภาพแรงงานโตโยต้าระบุว่า ทางสหภาพพิจารณาแล้วเห็นว่า การชุมนุมครั้งใหญ่คงจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมในช่วงที่บริษัทมีปัญหา

โดยปกติแล้ว สหภาพพนักงานที่มีสมาชิก 63,000 คนจะจัดการชุมนุมก่อนที่จะถึงช่วงสำคัญของการเจรจาต่อรองค่าแรงประจำปี


มิตซูบิชิล้มการเจรจาด้านทุนกับเปอโยต์

ขณะที่ความเคลื่อนไหวจากอีกหนึ่งค่ายรถจากญี่ปุ่น อย่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ป ก็ ออกแถลงการณ์ว่า จะไม่สานต่อการเป็นพันธมิตรด้านเงินทุนร่วมกับบริษัท พีเอสเอ เปอโยต์ ซีตรอง ของฝรั่งเศส เนื่องจากการทำข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีความเหมาะสมในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ แต่ทั้ง 2 บริษัท จะยังคงหาทางขยายขอบเขตความร่วมมือในธุรกิจอื่นๆต่อไป

เมื่อปลายปีที่แล้ว มีรายงานข่าวว่า ทั้ง 2 บริษัทจะพัฒนาความร่วมมือด้านเงินทุนและการพัฒนารถอีโคคาร์ รวมถึงการพัฒนายานยนต์สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ เปอโยต์ อาจจะลงทุนถึง 2-3 แสนล้านเยนในกิจการของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อขึ้นแท่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดในบริษัท


จีเอ็ม เผยยอดขายในตลาดจีนดีดตัวขึ้นกว่า 50%

จีเอ็ม เผยยอดขายรถยนต์ในตลาดจีนเดือนก.พ.ขยายตัวสดใส เหตุดีมานด์รถยนต์รุ่นเชฟโรเลตและคาดิแลคพุ่งสูง ขณะรถมินิแวนได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

ยอดขายรถของจีเอ็มและบริษัทร่วมทุนในจีนประจำเดือนก.พ.อยู่ที่ 174,306 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ของจีเอ็มในประเทศจีนช่วง 2 เดือนแรกของปี 53 ไต่ระดับขึ้นเกือบ 74% จากปีก่อนหน้านี้แตะที่ 393,498 คัน

เมื่อปีที่แล้วจีนสามารถครองแชมป์เป็นตลาดยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกแทนที่สหรัฐได้สำเร็จ ด้วยสัดส่วนยอดขายยานยนต์ที่พุ่งขึ้น 48% จากอานิสงส์ของมาตรการลดหย่อนภาษีและการจ่ายเงินอุดหนุนสำหรับการซื้อยานยนต์ประหยัดพลังงานขนาดเล็ก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายรถยนต์ในปีนี้จะชะลอตัว แม้ว่าขณะนี้ตลาดยานยนต์จะมีปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่งแล้วก็ตาม


แอปเปิลเดินหน้าฟ้อง HTC กรณีละเมิดสิทธิบัตรไอโฟน

แอปเปิล อิงค์ ฟ้องร้องบริษัท เอชทีซี คอร์ป ของไต้หวัน โทษฐานละเมิดสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับไอโฟน พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐสั่งห้ามนำเข้าโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล

การที่แอปเปิลตัดสินใจยื่นเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (ITC) ถือเป็นการออกมาส่งสัญญาณว่าแอปเปิลต้องการจำกัดส่วนแบ่งในตลาดของเอชทีซีโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศมักจะรวดเร็วกว่าศาลทั่วไป

นอกจากนั้นทางคณะกรรมการฯ ยังมีอำนาจในการสั่งห้ามนำเข้าสินค้า ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีความสำคัญกว่าการสั่งปรับตามการตัดสินของศาล

ถึงกระนั้นแอปเปิลก็ยื่นเรื่องต่อศาลเมืองวิลมิงแฮม รัฐเดลาแวร์ เช่นกัน โดยอ้างว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับไอโฟนอีก 10 กรณี


ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พุธที่ 24 ก.พ. 2553)
• ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ก.พ.) ลดลง 20,000 ตำแหน่งจากเดือนก่อนหน้า
• ดัชนีภาคบริการ (ก.พ.)อยู่ที่ระดับ 53 จุด (มากกว่าคาดการณ์และเดือนก่อน)
• ตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรล

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (พฤหัสบดีที่ 4 มี.ค 2553)
• ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ
• ต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพการผลิต (Q4/2009) โดย กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ
• ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน (ม.ค.) โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
• ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (ม.ค.) โดย สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติสหรัฐฯ

ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel


Posted on Thursday, March 04, 2010 (Archive on Thursday, March 11, 2010)
Posted by host  Contributed by suchitra
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement