|
|
Wednesday, February 08, 2012
|
|
|
|
|
AIG ขาย AIA ให้ พรูเดนเชียล รับทรัพย์สูงถึง 1.15 ล้านล้านบาท
Posted on Tuesday, March 02, 2010 |
พรูเด็นเชียล ซื้อกิจการ AIA 1.1 ล้านล้านบาท
AFP รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชันนัล กรุ๊ป (AIG) ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจประกันในสหรัฐ ได้ตกลงขาย บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชันแนลแอสชัวรันส์ (AIA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในเอเชีย ให้กับบริษัทพรูเดนเชียล ในอังกฤษ แล้วข้อตกลงที่สูงถึง 35,800 ล้านดอลลาร์ หรือ ราว 1.15 ล้านล้านบาท รายงานระบุว่า AIG อาจมีการประกาศรายละเอียดออกมาภายในสัปดาห์นี้
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า AIG ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐในการเข้าพยุงกิจการในช่วงวิกฤตก่อนหน้านี้ถึง 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกหว่านล้อมให้ขายกิจการ AIA เพื่อให้สามารถจ่ายหนี้คืนรัฐบาลสหรัฐได้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ AIA ถือเป็น 1 ในกิจการที่ทำกำไรให้กับบริษัทแม่ AIG ได้มากที่สุด และถือเป็นบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในฝั่งเอเชีย ซึ่งการเข้าซื้อกิจการ AIG จะทำให้พรูเดนเชียลสามารถรุกขยายกิจการในฝั่งเอเชียที่ยังคงมีการเติบโตสูง โดยเฉพาะในตลาดจีนและอินเดียได้
ตัวเลขใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯ – ข่าว AIG ดันตลาดหุ้นปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น รับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในส่วนของการใช้จ่ายผู้บริโภคและการผลิตที่ออกมาขยายตัว รวมถึงการที่นักลงทุนได้รับความมั่นใจจากข่าวที่บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ American International Group (AIG) บรรลุข้อตกลงขายธุรกิจประกันชีวิตในเอเชียให้กับบริษัท Prudential ด้วยมูลค่า 35,500 ล้านเหรียญ
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่าง ดัชนีภาคโรงงาน (Factory Index) ที่จัดทำโดย ISM ยังออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่แสดงถึงการขยายตัวเป็นเดือนที่เจ็ดแล้วสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ แม้ว่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม ที่ดัชนีถีบตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี
และเมื่อนำมารวมกับตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ขยายตัวเป็นเดือนที่สี่ในเดือนมกราคม ก็อาจเพียงพอที่จะเป็นสัญญาณสร้างความมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งจะมาจากความต้องการของภาคธุรกิจในการผลิตสะสมสต็อกรอบใหม่ รวมไปถึงการลงทุนในอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งน่าจะส่งผลดีให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น
ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Deutsche Bank Securities ในนิวยอร์ก เรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่าเป็นการฟื้นตัวที่มาจากภาคธุรกิจเป็นหลัก และหลังจากนี้ก็จะเห็นผลกระทบจากภาคการผลิตที่โยงไปถึงภาคธุรกิจในส่วนอื่นๆ ต่อไป
ขณะที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากอีกหนึ่งค่ายใหญ่ อย่าง JPMorgan Chase ได้ประเมินว่า การใช้จ่ายผู้บริโภค ที่กินสัดส่วนในเศรษฐกิจถึงกว่า 70% อาจขยายตัวได้ในอัตรา 2 – 2.5% ต่อปีในไตรมาสนี้ โดยเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนที่ขยายตัว 1.7%
ข่าวดีจากเศรษฐกิจอเมริกาก็สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของหน่วยงานที่ดูแลภาคเกษตรและทรัพยากรของออสเตรเลีย ที่ระบุว่า ยอดส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศ มีโอกาสกลับมาทำสถิติเติบโตในอัตราสูงได้อีกครั้งในปีงบประมาณหน้า ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ปี 2554 หลังเห็นแนวโน้มดีมานด์จากประเทศจีนจะสามารถนำการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ในที่สุด และหนึ่งในนั้น ก็จะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเหมือง อย่าง BHP Billiton ที่มีแผนเพิ่มการใช้จ่ายลงทุนกว่า 60% ในปีหน้า เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย
HSBC ทำนักลงทุนผิดหวัง หลังเผยกำไรต่ำคาด
ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของอังกฤษ อย่าง HSBC Holdings ที่ล่าสุดรายงานกำไรสุทธิของงวดปี 2552 ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เหตุผลหลักๆ ก็เนื่องมาจากต้นทุนที่เกี่ยวกับหนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรจากส่วนงานทั้งที่ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ร่วงลงถ้วนหน้า
สถาบันการเงินที่ก่อตั้งมานานกว่า 140 ปีรายนี้ ประกาศผลกำไรที่ 5,830 ล้านแหรียญ เมื่อเทียบกับ 5,730 ล้านเหรียญที่ทำได้ในปีก่อนหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ต้องผิดหวังหลังจากที่เคยประเมินว่าธนาคารจะรายงานกำไรอยู่แถวๆ 7,700 ล้านเหรียญ ซึ่งผลที่ออกมาก็ทำให้ราคาหุ้นของ HSBC ที่ตลาดลอนดอนร่วงลงไปตามระเบียบ พร้อมกับเสียงผิดหวังของบรรดาผู้จัดการกองทุนที่เคยตั้งเป้าผลกำไรจนผลักดันให้มูลค่าหุ้นพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อเดือนที่แล้ว HSBC ได้เปิดเผยถึงแผนที่จะนำหุ้นเข้าไปเทรดที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ และย้ายนาย Michael Geoghegan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไปนั่งที่ออฟฟิศในฮ่องกง จากที่เคยอยู่ในลอนดอน
แผนนี้ก็เพื่อให้แบงก์หันมามุ่งเน้นปรับปรุงธุรกิจในเอเชียให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในตลาดอื่น อย่างเช่น ที่อเมริกา ที่ธนาคารได้ยุติการปล่อยสินเชื่อผู้บริโภคไปเรียบร้อยแล้ว หลังต้องควักเงินกันสำรองหนี้สูญไปอย่างน้อยๆ 70,000 ล้านเหรียญในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการเข้าไปซื้อกิจการผู้ปล่อยกู้สินเชื่อ subprime อย่างบริษัท Household International
สำหรับกำไรก่อนหักภาษีงวดปีที่ผ่านมา ตัวเลขปรับตัวลงกว่า 60% ที่ตลาดยุโรป มาอยู่ที่ราว 4,000 ล้านเหรียญ ขณะที่ในตะวันออกกลาง กำไรก่อนหักภาษีดิ่งลงถึง 74% มาเหลือแค่เพียง 455 ล้านเหรียญเท่านั้น ส่วนที่ตลาดเอเชีย ตัวเลขยังไม่วายที่จะร่วงลง 9% มาอยู่ที่ 10,200 ล้านเหรียญ
และแม้สถานการณ์ของ HSBC ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่รออยู่อีกมาก เหมือนกับที่ประธานธนาคาร นาย Stephen Green ได้กล่าวไว้ แต่ธนาคารจากเกาะอังกฤษแห่งนี้ ยังสามารถกัดฟันจ่ายเงินปันผลในงวดไตรมาสที่ 4 ได้ที่ 10 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับที่เคยจ่ายเมื่อปีที่แล้ว
ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวของสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทาง HSBC ต้องการที่จะระดมเงินทุนอีกอย่างน้อย 5,000 ล้านเหรียญ ในเวลาเดียวกับที่ทางการจีนได้ไฟเขียวให้ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้สามารถอ้าแขนรับบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาซื้อขายในตลาดได้
สหรัฐทบทวนเพิ่ม GDP Q4/52 ที่ระดับ 5.9% - ภาคอสังหาฯ ยังแย่
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงาน GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ที่ได้รับการปรับทบทวนใหม่ครั้งที่ 2 ขยายตัวแข็งแกร่งที่ระดับ 5.9% สูงกว่าตัวเลขที่ประกาศออกมาครั้งแรกในเดือนก่อนหน้านี้ที่ระดับ 5.7% และขยายตัวดีกว่าที่เพิ่มขึ้น 2.2% ในไตรมาส 3
ส่วนตัวเลข GDP Q4/2009 ขั้นสุดท้าย นั้นจะประกาศออกมาในวันที่ 26 มี.ค.นี้
ตัวเลข GDP ทบทวนของสหรัฐในไตรมาส 4 ที่ปรับตัวสูงขึ้นมีสาเหตุหลักจาก - บรรยากาศการลงทุนในภาคเอกชนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์คงที่นอกภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มฟื้นตัว - การส่งออกที่ทะยานขึ้น 22.4% ในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อเทียบกับที่เพิ่มขึ้น 17.8% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ - ยอดนำเข้าสินค้าของสหรัฐไต่ระดับขึ้น 15.3% แต่น้อยกว่าระดับที่พุ่งขึ้น 21.3% ในช่วงไตรมาส 3 - ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในไตรมาส 4 ซึ่งมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.7% ต่อปี เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ภาพกว้างทางเศรษฐกิจ ตัวเลข GDP ของสหรัฐในปีที่ผ่านมา สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง 2 ไตรมาสแล้ว (Q3+Q4/2552) หลังจากที่ปรับตัวลดลงนานเป็นประวัติการณ์ถึง 4 ไตรมาสติดต่อกัน (ตั้งแต่ Q3+Q4/ 2551 – Q1+Q2/2553)
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนยังกังวลนั่นก็คือ ภาคอสังหาฯที่ยังดูไม่ค่อยดีนัก เพราะ ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐในเดือนม.ค.ร่วงหนักเกินคาด โดยสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนม.ค.ปรับตัวลดลง 7.2% แตะที่ 5.05 ล้านยูนิตต่อปี ส่งผลให้ยอดขายทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน
สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลยังไม่สามารถหนุนให้ประชาชนซื้อบ้านได้มากนัก ในยามที่บรรยากาศในตลาดแรงงานยังคงซบเซา ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่า การรายงานยอดขายบ้านมือสองที่ซบเซาได้สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ร่วงลงรุนแรงถึงระดับตัวเลขสองหลัก
EU กดดันกรีซลดยอดขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
โอลี เรน คณะกรรมการกิจการการเงินสหภาพยุโรปหรือ EU มีแนวโน้มที่จะผลักดันกรีซให้ดำเนินการเพื่อลดยอดขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลในกลุ่ม EU เตรียมให้ความช่วยเหลือแก่กรีซ
คณะกรรมการกิจการการเงิน EU จะพบกับนายกรัฐมนตรีจอร์จ ปาปันเดรอูของกรีซ หลังจากที่นางแองเจลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายฌอง คล้อง จุงเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กได้ออกมาส่งสัญญาณให้คณะกรรมการกิจการการเงินฯเตือนกรีซให้ลดยอดขาดดุลงบประมาณ และกรีซเองไม่ควรจะพึ่งพาแต่เงินภาษีของประชาชนในการแก้ปัญหาแต่เพียงอย่างเดียว
ขณะที่เยอรมนี ระบุว่ากำลังพิจารณาแผนให้ความช่วยเหลือกรีซ ประมาร 25,000 ล้านยูโร หรือ 34,000 ล้านดอลลาร์ โดยกรีซมีเวลาดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล EU เกี่ยวกับแผนการลดยอดขาดดุลถึงวันที่ 16 มี.ค. ซึ่งอาจจะรวมถึงการขึ้นภาษีบริโภคและลดการใช้จ่ายเงินทุนลงหากการดำเนินการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ กรีซกำลังเผชิญกับหนี้จำนวนมหาศาลที่คาดว่า จะแตะระดับ 120% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( GDP ) ในปีนี้ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องลด การขาดดุลงบประมาณ ลงให้ได้ จาก 12% เหลือ 3% ภายในปี 2555
ยอดผู้เสียจากแผ่นดินไหวที่ชิลีทะลุ 700 ราย
ประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต ของชิลี เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรง 8.8 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นใกล้กับเมืองคอนเซปเชียนของชิลีช่วงเช้าตรู่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 700 รายแล้ว และคาดว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ และสร้างความเสียหายให้กับครอบครัวกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน
รัฐบาลชิลีได้ประกาศห้ามประชาชนออกจากบ้านเรือนเวลา 21.00 - 6.00 น.ในพื้นที่ที่ประสบภัยแผ่นดินไหวอย่างหนักที่เมืองคอนเซปเชียน และได้จัดส่งกองทัพลงพื้นที่ ประธานาธิบดีของชิลี ต้องประกาศให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหายนะภัยระดับรุนแรง เนื่องจากเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2503
นอกจากนั้นแผ่นดินไหวครั้งนี้ยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิในหลายพื้นที่ชายฝั่งแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย และ ฟิลิปปินส์ ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีรายงานคลื่นสึนามิความสูงกว่า 1 เมตรบริเวณชายฝั่งในวงกว้าง แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐบอกว่า แผ่นดินไหวระดับ 8 ขึ้นไป สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้ทั้งนี้ แผ่นดินไหวที่กรุงปอร์โตแปรงซ์ของเฮติเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมามีระดับความรุนแรง 7.0
ขณะที่ ราคาทองแดงพุ่งสูงสุดในรอบ 11 เดือนวันนี้ หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศชิลีจนทำให้การผลิตทองแดงที่เหมือง 4 แห่งในประเทศต้องปิดทำการชั่วคราว
บริษัท โคเดลโค ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่สุดของโลกกำลังฟื้นการผลิตที่เหมืองเอล เทอเนียนเท ส่วนเหมืองอันดิน่าคาดว่าจะกลับมาผลิตทองแดงได้อีกครั้งเร็วๆนี้ ซึ่งเหมืองทั้ง 2 แห่งสามารถผลิตทองแดงได้ 6 แสนตันต่อปี
ทั้งนี้ชิลีเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณผลผลิตประมาณ 34% ของปริมาณการผลิตของโลก ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเครื่องทำความเย็น
นักวิเคราะห์ประเมินว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้าไปสู่ สินค้าโภคภัณฑ์ อย่าง น้ำมัน และ โลหะมีค่า ซึ่งก็ส่งผลให้ราคาทองแดงทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน
'จีน' รั้งแชมป์เจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐ
ข้อมูลใหม่ยืนยันจีนยังคงรั้งแชมป์เจ้าหนี้ผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้มากที่สุด ไม่ได้ถูกญี่ปุ่นแซงหน้าตามที่ข้อมูลเบื้องต้นชี้
ข้อมูลที่กระทรวงการคลังสหรัฐทบทวนใหม่ ชี้ให้เห็นว่าแม้ปักกิ่งจะลดปริมาณการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงจากเดิม แต่ก็ยังถือครองอยู่ในระดับที่สูงกว่าญี่ปุ่นอยู่ดี โดยเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนลงทุนในพันธบัตรสหรัฐรวมทั้งสิ้น 894,800 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่ประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้ที่ 755,000 ล้านดอลลาร์
ส่วนญี่ปุ่นลงทุนกับพันธบัตรสหรัฐในเดือนเดียวกัน 765,700 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าระดับประเมินที่ 769,000 ล้านดอลลาร์
กระทรวงการคลังสหรัฐทบทวนตัวเลขใหม่โดยการนับรวมมูลค่าการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของจีนในตลาดที่สาม อาทิ อังกฤษและฮ่องกงเข้าไปด้วย
การที่จีนถือครองพันธบัตรไว้มากที่สุด อาจเป็นเหมือนระเบิดเวลาของรัฐบาลวอชิงตัน สมาชิกคองเกรสหลายคนเตือนว่าหนี้สินก้อนโตของสหรัฐอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ
ไม่นานมานี้ ทางการปักกิ่งประกาศจะตอบโต้สหรัฐ หลังถูกสหรัฐฯ ลูบคม โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา อนุมัติแผนขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวัน และประธานาธิบดีบารัก โอบามา เปิดทำเนียบขาวต้อนรับองค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์สหรัฐหลายคนมองว่า จีน มหาอำนาจจากเอเชียซึ่งมีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดในโลก คงไม่กล้าเปลี่ยนใจไปจากพันธบัตรสหรัฐ เพราะหากทำเช่นนั้นเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
เมื่อวันเสาร์ นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าของจีนกล่าวแสดงความหวังว่า ปี 2553 น่าจะเป็นปีแห่งการสมานฉันท์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (จันทร์ที่ 1 มี.ค 2553) • รายได้ส่วนบุคคล (ม.ค.) เพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า • รายจ่ายส่วนบุคคล (ม.ค.) เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า • ดัชนีภาคการผลิต (ก.พ.) อยู่ที่ระดับ 56.5 จุด • ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง (ม.ค.) ลดลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Tuesday, March 02, 2010 (Archive on Tuesday, March 09, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|