Wednesday, February 08, 2012
Text Size :Small | Medium |Large


  Money Insight  



AIG ขาย AIA ให้ พรูเดนเชียล รับทรัพย์สูงถึง 1.15 ล้านล้านบาท

Posted on Tuesday, March 02, 2010
พรูเด็นเชียล ซื้อกิจการ AIA 1.1 ล้านล้านบาท

AFP รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชันนัล กรุ๊ป (AIG) ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจประกันในสหรัฐ ได้ตกลงขาย บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชันแนลแอสชัวรันส์ (AIA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในเอเชีย ให้กับบริษัทพรูเดนเชียล ในอังกฤษ แล้วข้อตกลงที่สูงถึง 35,800 ล้านดอลลาร์ หรือ ราว 1.15 ล้านล้านบาท
รายงานระบุว่า AIG อาจมีการประกาศรายละเอียดออกมาภายในสัปดาห์นี้

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า AIG ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐในการเข้าพยุงกิจการในช่วงวิกฤตก่อนหน้านี้ถึง 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกหว่านล้อมให้ขายกิจการ AIA เพื่อให้สามารถจ่ายหนี้คืนรัฐบาลสหรัฐได้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ AIA ถือเป็น 1 ในกิจการที่ทำกำไรให้กับบริษัทแม่ AIG ได้มากที่สุด และถือเป็นบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในฝั่งเอเชีย ซึ่งการเข้าซื้อกิจการ AIG จะทำให้พรูเดนเชียลสามารถรุกขยายกิจการในฝั่งเอเชียที่ยังคงมีการเติบโตสูง โดยเฉพาะในตลาดจีนและอินเดียได้


ตัวเลขใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯ – ข่าว AIG ดันตลาดหุ้นปิดบวก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น รับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในส่วนของการใช้จ่ายผู้บริโภคและการผลิตที่ออกมาขยายตัว รวมถึงการที่นักลงทุนได้รับความมั่นใจจากข่าวที่บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ American International Group (AIG) บรรลุข้อตกลงขายธุรกิจประกันชีวิตในเอเชียให้กับบริษัท Prudential ด้วยมูลค่า 35,500 ล้านเหรียญ

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่าง ดัชนีภาคโรงงาน (Factory Index) ที่จัดทำโดย ISM ยังออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่แสดงถึงการขยายตัวเป็นเดือนที่เจ็ดแล้วสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ แม้ว่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม ที่ดัชนีถีบตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี

และเมื่อนำมารวมกับตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ขยายตัวเป็นเดือนที่สี่ในเดือนมกราคม ก็อาจเพียงพอที่จะเป็นสัญญาณสร้างความมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งจะมาจากความต้องการของภาคธุรกิจในการผลิตสะสมสต็อกรอบใหม่ รวมไปถึงการลงทุนในอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งน่าจะส่งผลดีให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น

ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Deutsche Bank Securities ในนิวยอร์ก เรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่าเป็นการฟื้นตัวที่มาจากภาคธุรกิจเป็นหลัก และหลังจากนี้ก็จะเห็นผลกระทบจากภาคการผลิตที่โยงไปถึงภาคธุรกิจในส่วนอื่นๆ ต่อไป

ขณะที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากอีกหนึ่งค่ายใหญ่ อย่าง JPMorgan Chase ได้ประเมินว่า การใช้จ่ายผู้บริโภค ที่กินสัดส่วนในเศรษฐกิจถึงกว่า 70% อาจขยายตัวได้ในอัตรา 2 – 2.5% ต่อปีในไตรมาสนี้ โดยเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนที่ขยายตัว 1.7%

ข่าวดีจากเศรษฐกิจอเมริกาก็สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของหน่วยงานที่ดูแลภาคเกษตรและทรัพยากรของออสเตรเลีย ที่ระบุว่า ยอดส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศ มีโอกาสกลับมาทำสถิติเติบโตในอัตราสูงได้อีกครั้งในปีงบประมาณหน้า ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ปี 2554 หลังเห็นแนวโน้มดีมานด์จากประเทศจีนจะสามารถนำการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ในที่สุด และหนึ่งในนั้น ก็จะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเหมือง อย่าง BHP Billiton ที่มีแผนเพิ่มการใช้จ่ายลงทุนกว่า 60% ในปีหน้า เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย


HSBC ทำนักลงทุนผิดหวัง หลังเผยกำไรต่ำคาด

ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของอังกฤษ อย่าง HSBC Holdings ที่ล่าสุดรายงานกำไรสุทธิของงวดปี 2552 ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เหตุผลหลักๆ ก็เนื่องมาจากต้นทุนที่เกี่ยวกับหนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรจากส่วนงานทั้งที่ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ร่วงลงถ้วนหน้า

สถาบันการเงินที่ก่อตั้งมานานกว่า 140 ปีรายนี้ ประกาศผลกำไรที่ 5,830 ล้านแหรียญ เมื่อเทียบกับ 5,730 ล้านเหรียญที่ทำได้ในปีก่อนหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ต้องผิดหวังหลังจากที่เคยประเมินว่าธนาคารจะรายงานกำไรอยู่แถวๆ 7,700 ล้านเหรียญ ซึ่งผลที่ออกมาก็ทำให้ราคาหุ้นของ HSBC ที่ตลาดลอนดอนร่วงลงไปตามระเบียบ พร้อมกับเสียงผิดหวังของบรรดาผู้จัดการกองทุนที่เคยตั้งเป้าผลกำไรจนผลักดันให้มูลค่าหุ้นพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อเดือนที่แล้ว HSBC ได้เปิดเผยถึงแผนที่จะนำหุ้นเข้าไปเทรดที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ และย้ายนาย Michael Geoghegan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไปนั่งที่ออฟฟิศในฮ่องกง จากที่เคยอยู่ในลอนดอน

แผนนี้ก็เพื่อให้แบงก์หันมามุ่งเน้นปรับปรุงธุรกิจในเอเชียให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในตลาดอื่น อย่างเช่น ที่อเมริกา ที่ธนาคารได้ยุติการปล่อยสินเชื่อผู้บริโภคไปเรียบร้อยแล้ว หลังต้องควักเงินกันสำรองหนี้สูญไปอย่างน้อยๆ 70,000 ล้านเหรียญในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการเข้าไปซื้อกิจการผู้ปล่อยกู้สินเชื่อ subprime อย่างบริษัท Household International

สำหรับกำไรก่อนหักภาษีงวดปีที่ผ่านมา ตัวเลขปรับตัวลงกว่า 60% ที่ตลาดยุโรป มาอยู่ที่ราว 4,000 ล้านเหรียญ ขณะที่ในตะวันออกกลาง กำไรก่อนหักภาษีดิ่งลงถึง 74% มาเหลือแค่เพียง 455 ล้านเหรียญเท่านั้น ส่วนที่ตลาดเอเชีย ตัวเลขยังไม่วายที่จะร่วงลง 9% มาอยู่ที่ 10,200 ล้านเหรียญ

และแม้สถานการณ์ของ HSBC ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่รออยู่อีกมาก เหมือนกับที่ประธานธนาคาร นาย Stephen Green ได้กล่าวไว้ แต่ธนาคารจากเกาะอังกฤษแห่งนี้ ยังสามารถกัดฟันจ่ายเงินปันผลในงวดไตรมาสที่ 4 ได้ที่ 10 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับที่เคยจ่ายเมื่อปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวของสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทาง HSBC ต้องการที่จะระดมเงินทุนอีกอย่างน้อย 5,000 ล้านเหรียญ ในเวลาเดียวกับที่ทางการจีนได้ไฟเขียวให้ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้สามารถอ้าแขนรับบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาซื้อขายในตลาดได้


สหรัฐทบทวนเพิ่ม GDP Q4/52 ที่ระดับ 5.9% - ภาคอสังหาฯ ยังแย่

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงาน GDP ไตรมาส 4 ปี 2552 ที่ได้รับการปรับทบทวนใหม่ครั้งที่ 2 ขยายตัวแข็งแกร่งที่ระดับ 5.9% สูงกว่าตัวเลขที่ประกาศออกมาครั้งแรกในเดือนก่อนหน้านี้ที่ระดับ 5.7% และขยายตัวดีกว่าที่เพิ่มขึ้น 2.2% ในไตรมาส 3

ส่วนตัวเลข GDP Q4/2009 ขั้นสุดท้าย นั้นจะประกาศออกมาในวันที่ 26 มี.ค.นี้

ตัวเลข GDP ทบทวนของสหรัฐในไตรมาส 4 ที่ปรับตัวสูงขึ้นมีสาเหตุหลักจาก
- บรรยากาศการลงทุนในภาคเอกชนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์คงที่นอกภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มฟื้นตัว
- การส่งออกที่ทะยานขึ้น 22.4% ในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อเทียบกับที่เพิ่มขึ้น 17.8% ในไตรมาสก่อนหน้านี้
- ยอดนำเข้าสินค้าของสหรัฐไต่ระดับขึ้น 15.3% แต่น้อยกว่าระดับที่พุ่งขึ้น 21.3% ในช่วงไตรมาส 3
- ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในไตรมาส 4 ซึ่งมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.7% ต่อปี เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาพกว้างทางเศรษฐกิจ ตัวเลข GDP ของสหรัฐในปีที่ผ่านมา สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง 2 ไตรมาสแล้ว (Q3+Q4/2552) หลังจากที่ปรับตัวลดลงนานเป็นประวัติการณ์ถึง 4 ไตรมาสติดต่อกัน (ตั้งแต่ Q3+Q4/ 2551 – Q1+Q2/2553)

อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนยังกังวลนั่นก็คือ ภาคอสังหาฯที่ยังดูไม่ค่อยดีนัก เพราะ ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐในเดือนม.ค.ร่วงหนักเกินคาด โดยสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนม.ค.ปรับตัวลดลง 7.2% แตะที่ 5.05 ล้านยูนิตต่อปี ส่งผลให้ยอดขายทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน

สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลยังไม่สามารถหนุนให้ประชาชนซื้อบ้านได้มากนัก ในยามที่บรรยากาศในตลาดแรงงานยังคงซบเซา ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่า การรายงานยอดขายบ้านมือสองที่ซบเซาได้สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ร่วงลงรุนแรงถึงระดับตัวเลขสองหลัก


EU กดดันกรีซลดยอดขาดดุลงบประมาณมากขึ้น

โอลี เรน คณะกรรมการกิจการการเงินสหภาพยุโรปหรือ EU มีแนวโน้มที่จะผลักดันกรีซให้ดำเนินการเพื่อลดยอดขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลในกลุ่ม EU เตรียมให้ความช่วยเหลือแก่กรีซ

คณะกรรมการกิจการการเงิน EU จะพบกับนายกรัฐมนตรีจอร์จ ปาปันเดรอูของกรีซ หลังจากที่นางแองเจลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายฌอง คล้อง จุงเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กได้ออกมาส่งสัญญาณให้คณะกรรมการกิจการการเงินฯเตือนกรีซให้ลดยอดขาดดุลงบประมาณ และกรีซเองไม่ควรจะพึ่งพาแต่เงินภาษีของประชาชนในการแก้ปัญหาแต่เพียงอย่างเดียว

ขณะที่เยอรมนี ระบุว่ากำลังพิจารณาแผนให้ความช่วยเหลือกรีซ ประมาร 25,000 ล้านยูโร หรือ 34,000 ล้านดอลลาร์ โดยกรีซมีเวลาดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล EU เกี่ยวกับแผนการลดยอดขาดดุลถึงวันที่ 16 มี.ค. ซึ่งอาจจะรวมถึงการขึ้นภาษีบริโภคและลดการใช้จ่ายเงินทุนลงหากการดำเนินการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ กรีซกำลังเผชิญกับหนี้จำนวนมหาศาลที่คาดว่า จะแตะระดับ 120% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( GDP ) ในปีนี้ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องลด การขาดดุลงบประมาณ ลงให้ได้ จาก 12% เหลือ 3% ภายในปี 2555


ยอดผู้เสียจากแผ่นดินไหวที่ชิลีทะลุ 700 ราย

ประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต ของชิลี เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรง 8.8 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นใกล้กับเมืองคอนเซปเชียนของชิลีช่วงเช้าตรู่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 700 รายแล้ว และคาดว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ และสร้างความเสียหายให้กับครอบครัวกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน

รัฐบาลชิลีได้ประกาศห้ามประชาชนออกจากบ้านเรือนเวลา 21.00 - 6.00 น.ในพื้นที่ที่ประสบภัยแผ่นดินไหวอย่างหนักที่เมืองคอนเซปเชียน และได้จัดส่งกองทัพลงพื้นที่ ประธานาธิบดีของชิลี ต้องประกาศให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหายนะภัยระดับรุนแรง เนื่องจากเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2503

นอกจากนั้นแผ่นดินไหวครั้งนี้ยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิในหลายพื้นที่ชายฝั่งแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย และ ฟิลิปปินส์ ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีรายงานคลื่นสึนามิความสูงกว่า 1 เมตรบริเวณชายฝั่งในวงกว้าง แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐบอกว่า แผ่นดินไหวระดับ 8 ขึ้นไป สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้ทั้งนี้ แผ่นดินไหวที่กรุงปอร์โตแปรงซ์ของเฮติเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมามีระดับความรุนแรง 7.0

ขณะที่ ราคาทองแดงพุ่งสูงสุดในรอบ 11 เดือนวันนี้ หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศชิลีจนทำให้การผลิตทองแดงที่เหมือง 4 แห่งในประเทศต้องปิดทำการชั่วคราว

บริษัท โคเดลโค ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่สุดของโลกกำลังฟื้นการผลิตที่เหมืองเอล เทอเนียนเท ส่วนเหมืองอันดิน่าคาดว่าจะกลับมาผลิตทองแดงได้อีกครั้งเร็วๆนี้ ซึ่งเหมืองทั้ง 2 แห่งสามารถผลิตทองแดงได้ 6 แสนตันต่อปี

ทั้งนี้ชิลีเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณผลผลิตประมาณ 34% ของปริมาณการผลิตของโลก ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเครื่องทำความเย็น

นักวิเคราะห์ประเมินว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้าไปสู่ สินค้าโภคภัณฑ์ อย่าง น้ำมัน และ โลหะมีค่า ซึ่งก็ส่งผลให้ราคาทองแดงทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน


'จีน' รั้งแชมป์เจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐ

ข้อมูลใหม่ยืนยันจีนยังคงรั้งแชมป์เจ้าหนี้ผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้มากที่สุด ไม่ได้ถูกญี่ปุ่นแซงหน้าตามที่ข้อมูลเบื้องต้นชี้

ข้อมูลที่กระทรวงการคลังสหรัฐทบทวนใหม่ ชี้ให้เห็นว่าแม้ปักกิ่งจะลดปริมาณการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงจากเดิม แต่ก็ยังถือครองอยู่ในระดับที่สูงกว่าญี่ปุ่นอยู่ดี โดยเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนลงทุนในพันธบัตรสหรัฐรวมทั้งสิ้น 894,800 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่ประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้ที่ 755,000 ล้านดอลลาร์

ส่วนญี่ปุ่นลงทุนกับพันธบัตรสหรัฐในเดือนเดียวกัน 765,700 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าระดับประเมินที่ 769,000 ล้านดอลลาร์

กระทรวงการคลังสหรัฐทบทวนตัวเลขใหม่โดยการนับรวมมูลค่าการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของจีนในตลาดที่สาม อาทิ อังกฤษและฮ่องกงเข้าไปด้วย

การที่จีนถือครองพันธบัตรไว้มากที่สุด อาจเป็นเหมือนระเบิดเวลาของรัฐบาลวอชิงตัน สมาชิกคองเกรสหลายคนเตือนว่าหนี้สินก้อนโตของสหรัฐอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

ไม่นานมานี้ ทางการปักกิ่งประกาศจะตอบโต้สหรัฐ หลังถูกสหรัฐฯ ลูบคม โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา อนุมัติแผนขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวัน และประธานาธิบดีบารัก โอบามา เปิดทำเนียบขาวต้อนรับองค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์สหรัฐหลายคนมองว่า จีน มหาอำนาจจากเอเชียซึ่งมีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดในโลก คงไม่กล้าเปลี่ยนใจไปจากพันธบัตรสหรัฐ เพราะหากทำเช่นนั้นเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

เมื่อวันเสาร์ นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าของจีนกล่าวแสดงความหวังว่า ปี 2553 น่าจะเป็นปีแห่งการสมานฉันท์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (จันทร์ที่ 1 มี.ค 2553)
• รายได้ส่วนบุคคล (ม.ค.) เพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า
• รายจ่ายส่วนบุคคล (ม.ค.) เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
• ดัชนีภาคการผลิต (ก.พ.) อยู่ที่ระดับ 56.5 จุด
• ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง (ม.ค.) ลดลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า

ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel

Posted on Tuesday, March 02, 2010 (Archive on Tuesday, March 09, 2010)
Posted by host  Contributed by suchitra
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement