Friday, May 18, 2012
Text Size :Small | Medium |Large


  Money Insight  



จับตาดีลเทคโอเวอร์ตลาดอนุพันธ์สหรัฐฯ แม้ล่าช้าจากปัญหาคดีความ

Posted on Tuesday, October 20, 2009
หุ้นสหรัฐฯ เดินหน้านิวไฮต่อ หลังบริษัทรายงานผลประกอบการดีเกินคาด

บริษัทอเมริกันยังทยอยรายงานผลประกอบการที่ดูจะเข้าตานักลงทุนอีกรอบ จนทำให้ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นทำนิวไฮด้วยการบวกอีก 1% เมื่อคืนนี้ นำโดยหุ้นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ Gannett ที่บวกกระโดดขึ้นกว่า 8% หลังเปิดเผยผลการดำเนินงานที่ดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ จากกำไรที่ทำได้ในไตรมาส 3 ออกมาอยู่ที่ 44 เซนต์ต่อหุ้น เทียบกับที่ตลาดคาดไว้แค่เพียง 3 เซนต์ ทำให้ความกังวลที่มีต่อยอดการโฆษณาในธุรกิจสิ่งพิมพ์ผ่อนคลายลงได้

ทางด้านเชนดีพาร์ทเมนท์สโตร์เจ้าใหญ่ อย่าง Nordstrom ราคาหุ้นก็บวกกว่า 4% หลังโบรกเกอร์ Barclays ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาหุ้นขึ้นถึง 60% ด้วยเหตุผลที่รายได้มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี จากยอดขายที่ฟื้นตัวและสต็อกสินค้าที่อยู่ในระดับต่ำ

หุ้นกลุ่มแบงก์ก็ได้อานิสงส์หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่ากำลังประเมินการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า reverse repurchase agreement ที่มีจุดประสงค์ในการดูดเม็ดเงินที่ทางการเคยโหมอัดฉีดอย่างหนักออกจากตลาดการเงิน

นอกจากนั้น ยังมีมุมมองที่ดีต่อแนวโน้มหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เมื่อดูจาก RBC Capital Markets ที่ออกมาให้แนวโน้มการลงทุนของหุ้นผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างเจ้าใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง Caterpillar ด้วยระดับ outperform หลังจากเห็นความพยายามอย่างหนักของบริษัทในการปรับลดต้นทุนในช่วงที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ นักวิเคราะห์ของ Bank of America ที่ปรับเพิ่มแนวโน้มรายได้ของผู้ผลิตเครื่องจักรรายนี้สำหรับปี 2553 และ 2554 จากเหตุผลการฟื้นตัวที่รวดเร็วของรายได้ในธุรกิจเครื่องจักร

และที่น่าจับตาก็อยู่ตรงที่ตอนปิดตลาด เมื่อถึงคิวการประกาศผลประกอบการของผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ Mac,iPod และโทรศัพท์ยอดฮิต iPhones นั่นก็คือ บริษัท Apple ที่คราวนี้รายงานกำไรออกมาดีเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังรายได้ของสินค้าที่กล่าวมาปรับตัวสูงขึ้น จากอานิสงส์ของฤดูการเปิดภาคเรียน

Apple เปิดเผยกำไรที่พุ่งขึ้นถึง 47% มาที่ 1,670 ล้านเหรียญในไตรมาสล่าสุด หรือ 1.82 เหรียญต่อหุ้น ขณะยอดขายเพิ่มขึ้น 25% มาอยู่ที่ 9,870 ล้านเหรียญ ซึ่งทั้งหมดก็ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่ากำไรจะอยู่ที่ 1.4 เหรียญต่อหุ้น และยอดขายที่ระดับ 9,000 ล้านต้นๆ เท่านั้น

ราคาหุ้นของ Apple ในช่วงหลังปิดตลาดก็พุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เรียบร้อยแล้ว


จับตาดีลเทคโอเวอร์ตลาดอนุพันธ์สหรัฐฯ แม้ล่าช้าจากปัญหาคดีความ

กระแสการเทคโอเวอร์ยังมาแรงไม่เว้นแม้กระทั่งบริษัทที่ทำธุรกิจตลาดอนุพันธ์ อย่าง CME Group ที่กำลังเดินหน้าผลักดันดีลการซื้อตลาดออปชั่นรายใหญ่ อย่าง Chicago Board Options Exchange (CBOE) ที่ปัจจุบันครองมาร์เก็ตแชร์ที่มียอดคำสั่งซื้อขายผ่านตลาดกว่า 30% สำหรับการเทรดอนุพันธ์ทั้งสินค้าที่เป็นหุ้นและดัชนีจากบรรดาตลาดในอเมริกาทั้งหมด 7 แห่ง

อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวว่าการประมูลซื้อกิจการของตลาดอนุพันธ์แห่งนี้ กว่าจะสำเร็จก็อาจจะถูกลากยาวไปจนกระทั่งครึ่งหลังของปีหน้า หลังจากที่ตลาดอนุพันธ์หุ้นเจ้าใหญ่ของสหรัฐฯ แห่งนี้จัดการสะสางคดีความที่กำลังเป็นปัญหาในเรื่องความเป็นเจ้าของลงได้

สื่อรายงานว่า บริษัทที่มีฐานที่มั่นใหญ่ในชิคาโก้ อย่าง CME Group ที่รั้งตำแหน่งตลาดฟิวเจอร์สรายใหญ่ที่สุดในโลก กำลังพิจารณาตรวจสอบดีลการซื้อ CBOE ในมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญ แม้ผู้บริหารตลาดออปชั่นแห่งนี้ได้เคยบอกเอาไว้ว่า ยังไม่สามารถเคลียร์ปัญหาการแปลงสภาพให้กลายเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้น หรือ stock-based company ได้ ซึ่งการที่จะทำได้นั้น บริษัทก็จะต้องสะสางคดีความที่บรรดาสมาชิกในตลาดกำลังฟ้องร้องในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกันให้เรียบร้อยเสียก่อน

การซื้อขายสินค้าอนุพันธ์ประเภทออปชั่นได้รับความนิยมอย่างมากท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินในช่วงที่ผ่านมา โดยมูลค่าการซื้อขายกำลังจ่อขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ด้วยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่านับตั้งแต่ปี 2545 หลังนักลงทุนแห่เข้ามาปิดสถานะความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นและหวังเพิ่มอัตราผลตอบแทนด้วยในอีกทางหนึ่ง

CME group ยังเดินหน้าขยายธุรกิจหลังไปซื้อธุรกิจของตลาดอนุพันธ์อื่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือ CBOT และ New York Mercantile Exchange

ทางด้านความเห็นของผู้บริหารกองทุนรายหนึ่งมองความเคลื่อนไหวการเข้าซื้อกิจการของตลาดอนุพันธ์นี้ว่า เป็นเพราะการที่ตลาดขยายตัวขึ้นมาอย่างมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งนั่นก็คือ โอกาสในการทำรายได้จากการซื้อขายอย่างมหาศาลในอนาคต และก็รวมถึงตลาดออปชั่นนี้ด้วย

Crain’s ที่เป็นสื่อจากชิคาโก้ ระบุว่า มูลค่าการประมูลซื้อที่นั่งสมาชิกใน CBOE นั้นอยู่ที่ 4 ล้านเหรียญ ซึ่งถ้าคำนวณจากรายได้ค่าพรีเมี่ยมในสัดส่วน 50% แล้ว ก็จะทำให้มูลค่าของทั้งตลาดอนุพันธ์แห่งนี้สูงถึง 5,000 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

ความเย้ายวนของตลาดออปชั่นที่นำไปสู่การเข้าซื้อกิจการสามารถดูได้จากปริมาณการซื้อขายในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 25% มาอยู่ที่ 3,580 ล้านสัญญาเมื่อปีที่แล้ว ขณะเท่าที่ผ่านมาของปีนี้ โวลุ่มตลาดอยู่ที่ 2,880 ล้านสัญญา หรือ 14.5 ล้านสัญญาต่อวัน ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ในปีนี้ปริมาณการซื้อขายน่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง


ที่ปรึกษาโอบามาจี้แบงค์หนุนการปรับกฎระเบียบตลาดหุ้น

คณะที่ปรึกษาประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯชี้ธนาคารในสหรัฐฯที่ได้รับความช่วยเหลือจากเงินภาษีของประชาชนควรจะมีหน้าที่ในการสนับสนุนแผนการปรับโครงสร้างกฎระเบียบในตลาดหุ้นของประธานาธิบดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินขึ้นอีกในอนาคต

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเองก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับบริษัทไฟแนนซ์รายใหญ่ๆที่ออกมาคัดค้านการยกเครื่องกฎระเบียบของโอบามา ทั้งที่สถาบันการเงินเหล่านี้ต้องเอาเงินภาษีประชาชนมาฟื้นฟูกิจการและกำไรขององค์กร แต่ก็ยังมีการจ่ายเงินโบนัสหรือเงินเดือนที่สูงมากให้กับผู้บริหารขององค์กร

ประชาชนโกรธเคืองแม้แต่กับเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป ที่ได้คืนเงินที่ได้รับมาจากรัฐบาลและรายงานตัวเลขรายได้ที่สูงเป็นประวัติการณ์เมื่อไตรมาส 3

ราห์ม เอ็มมานูเอล หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว กล่าวว่า ชาวอเมริกันมีสิทธิที่จะเหนื่อยหน่ายและโกรธเคือง แบงค์ที่ได้รับความช่วยเหลือไปกำลังออกมาคัดค้านกับการปฏิรูปที่ถือได้ว่ามีความจำเป็นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตขึ้นอีก

บลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวต่อไปว่า ธุรกิจการธนาคารโดยรวมนั้นถือว่า พื้นฐานแข็งแกร่งเพราะรัฐบาลให้ความช่วยเหลืออยู่

การออกมาคัดค้านแผนการปรับโครงสร้างกฎระเบียบของประธานาธิบดีมีแต่จะฉุดรั้งผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ

โอบามาเคยกล่าวไว้ในงานระดมทุนหาเสียงของพรรคเดโมแครตเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้เป็นเวลาของการใช้กฎระเบียบที่แข็งแกร่ง เพื่อที่ธนาคารจะได้ไม่ทำความเสียหายให้กับระบบและตลาดวอลล์สตรีทจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและประชาชนทั่วไป


สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษจี้รัฐลดใช้จ่าย

สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) เรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษลดงบประมาณการใช้จ่ายลง 120,000 ล้านปอนด์ หรือ 196,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่วุฒิสมาชิกอังกฤษประมาณการว่าตัวเลขหนี้สินของรัฐบาลในขณะนี้มีอยู่กว่า 2 ล้านล้านปอนด์

CBI ระบุว่า รัฐบาลอังกฤษควรลดงบประมาณรายได้และเพิ่มพูนเม็ดเงินคงคลัง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังกล่าวภายในปี 2558 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดที่รัฐบาลเคยตั้งเป้าไว้ประมาณ 2 ปี

ทั้งนี้ CBS ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อนายอลิสแตร์ ดาร์ลิ่ง รมว.คลังอังกฤษ ก่อนที่รัฐบาลอังกฤษจะเปิดเผยตัวเลขงบประมาณในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยความคิดเห็นของ CBI สอดคล้องกับที่นายเดวิด คาเมรอน ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมที่มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลดงบประมาณรายจ่ายอย่างเร่งด่วน

เศรษฐกิจไตรมาส 2 ของอังกฤษหดตัวลง 5.5% จากปีที่แล้ว ซึ่งทำให้รายได้จากภาษีของรัฐบาลหดตัวลงและทำให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง โดยกระทรวงการคลังอังกฤษคาดว่ายอดขาดดุลงบประมาณจะพุ่งขึ้นแตะ 175,000 ล้านปอนด์ในปีนี้ หรือคิดเป็น12% ของรายได้โดยรวมของชาติ ซึ่งทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่ขาดดุลงบประมาณมากที่สุดในกลุ่ม G20

นายบรู๊คส์ นิวมาร์ค วุฒิสภาจากพรรคอนุรักษ์นิยมเชื่อว่า ตัวเลขหนี้สินของรัฐบาลอังกฤษในขณะนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าตัวเลขที่รัฐบาลระบุว่ามีอยู่ 8.05 ล้านล้านปอนด์ ถึง 2 เท่า โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินจากสำนักงานบำเน็จบำนาญที่มีอยู่กว่า 1.1 ล้านล้านปอนด์ และคาดว่าหนี้สินของรัฐที่เกิดจากการนำเข้าไปช่วยเหลือธนาคารที่ประสบปัญหาจะมีอยู่ทั้งสิ้น 130,000ล้านปอนด์


หุ้น JAL วิ่ง แม้แผนปรับโครงสร้างถูกตีกลับ

หุ้นสายการบิน Japan Airline Corp ดีดตัวบวกขึ้นมาถึง 11.9% ในวันแรกของสัปดาห์ หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับร่วง ทรุดหนัก ถึง 26 %

การปรับตัวบวกในครั้งนี้ เกิดจากแรงหนุนของนักวิเคราะห์ที่ต่างลงความเห็นว่า ราคาหุ้นนั้นปรับตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าเจ้าหนี้ของ JAL ได้ปฏิเสธแผนปรับโครงสร้างฉบับล่าสุดที่เสนอไปในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ตาม

JAL นั้นขอให้ธนาคารต่างๆ ยอมแปลงหนี้เป็นทุน และยกหนี้ประมาณ 3 แสนล้านเยน หรือ ประมาณ 3,300 ล้านดอลลาร์ โดยปัจจุบัน JAL อยู่ภายใต้การดูแลของคณะทำงานเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นโดยภาครัฐ

ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Bank of Japan (เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด มีหนี้ค้าง 230,000 ล้านเยน) ได้ปฏิเสธแผนของ JAL โดยให้ข้อเสนอแนะว่า แผนใหม่ที่อยากจะเห็นนั้น อย่างเช่น ให้มีการยกหนี้ให้น้อยกว่านี้ และขอความชัดเจนในแนวทางที่ JAL จะปรับลดการจ่ายเงินบำนาญ และการอัดฉีดเงินทุนของภาครัฐ (จะมีการทบทวนแผนปรับโครงสร้างอีกครั้งในสัปดาห์หน้า)

JAL นับว่าเป็นสายการบินที่มีรายได้มากที่สุดในเอเชีย แต่แนวโน้มที่จะขาดทุนเป็นปีที่ 2 ของ JAL มีขึ้นสูงมาก อันเป็นผลมาจากแรงกดดันจากหนี้สินที่มากถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ JAL เทียบกับ ANA นั้นดูจะด้อยลง

รัฐบาลก็พยายามหาวิธีในการอัดฉีดเงินทุนเข้า JAL รวมถึงการเสนอค้ำประกันเงินกู้ และการใช้ประโยชน์จากหน่วยงานฟื้นฟูภาคเอกชน (เป็นหน่วยงานใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล)


จีนเตรียมโครงการยักษ์ โยกย้ายคนกว่า 3 แสน

ทางการจีนเริ่มโยกย้ายประชาชนครั้งมโหฬาร 330,000 คน ออกจากพื้นที่ในภาคกลางของประเทศ เพื่อผุดอภิมหาโครงการผันน้ำใต้สู่เหนือ ดูดน้ำไปหล่อเลี้ยงกรุงปักกิ่ง และกลุ่มเมืองยักษ์ใหญ่ในภาคเหนือที่แห้งแล้ง และขาดแคลนน้ำอย่างหนัก

แผนการผันน้ำจากบริเวณภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันตก ของแผ่นดินใหญ่ ไปยังภาคเหนือที่มีภูมิอากาศแห้ง นับเป็นอภิมหาโครงการผันน้ำ ที่เรียกกันสั้นๆว่าโครงการผันน้ำใต้สู่เหนือ ที่รัฐบาลทุ่มทุนถึง 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าสามเท่าตัว เทียบกับงบประมาณสร้างเขื่อนใหญ่ที่สุดในโลก คือ ซันเสีย (Three Gorges Dam)

การโยกย้ายคนออกจากพื้นที่ดังกล่าว จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2554 โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยสำหรับการสูญเสียทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ และสร้างหมู่บ้าน กำหนดที่ทำกินแห่งใหม่ให้ชาวบ้าน อีกทั้งจ่ายงบฯอุดหนุนประจำปี 600 หยวน ต่อคน เป็นเวลา 20 ปี

กำหนดเส้นตายสร้างเส้นทางหลักสายกลาง แล้วเสร็จในปี 2557 หรือใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะผันน้ำไปป้อนกรุงปักกิ่ง 1 ใน 4 ของน้ำบริโภคทั้งหมดที่ชาวเมืองใช้กัน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มวิพากษวิจารณ์เตือนว่า อภิมหาโครงการฯดังกล่าว นอกจากจะสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อม ยังไม่สามารถดับกระหายของเหล่าเมืองยักษ์ใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

จีนทุบสถิติกินขาดในเรื่องการโยกย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อผุดอภิมหาโครงการฯ อาทิ การโยกย้ายประชาชน มากกว่า 1.4 ล้านคน เพื่อผุดโครงการเขื่อนซันเสียบริเวณตอนกลางของลำน้ำฉางเจียง ซึ่งต้องสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมา ที่มีความยาวถึง 660 กิโลเมตร


เทมาเส็ก เตรียมออกพันธบัตรวงเงิน 500 ล้านดอลลาร์

เทมาเส็ก โฮลดิ้งส ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ วางแผนที่จะขายพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์อายุ 10 ปี โดยจะมอบหมายให้ดอยช์ แบงค์, โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ เป็นผู้ดำเนินการขายพันธบัตร ร่วมกับบริษัท เทมาเส็ก ไฟแนนเชียล และเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จะเป็นผู้รับประกันพันธบัตร ซึ่งพันธบัตรล็อตนี้มีมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บลูมเบิร์กระบุว่า ผลกำไรในรอบ 12 เดือนซึ่งสิ้นสุด ณ เดือนมี.ค.2552 ดิ่งลง 66% เหลือเพียง 6.2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากเทมาเส็กตัดสินใจขายหุ้นในแบงค์ ออฟ อเมริกา และธนาคารบาร์เคลย์ส

เดือนก.ย.ปี 2548 เทมาเส็กได้นำพันธบัตรมูลค่า 1.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯออกจำหน่ายให้กับนักลงทุน โดยพันธบัตรชุดดังกล่าวจะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนก.ย.ปี 2558 มีอัตราผลตอบแทน 3.604%

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (จันทร์ที่ 19 ต.ค. 2552)
• ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย (ต.ค.) อยู่ที่ระดับ 18 จุด (ลดลงจากเดือนก่อนหน้า)

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (อังคารที่ 20 ต.ค. 2552)
• ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้าง (ก.ย.) โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
• ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI (ก.ย.) โดย กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ทาง Money Channel



Posted on Tuesday, October 20, 2009 (Archive on Tuesday, October 27, 2009)
Posted by host  Contributed by suchitra
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement