“เจาะใจ..ทองมา..อสังหาเบอร์ 1”
ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามสำหรับงานสัมมนาประจำไตรมาส 3/53 กับการ”เจาะใจ ทองมา อสังหาเบอร์ 1”ที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์เจาะลึกหุ้นยอดนิยมจาก 4 เซียน
งานนี้หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ mai และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อให้ผู้ลงทุนที่สนใจได้มารับฟังมุมมองของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนควบคู่ไปกับการอัพเดตทุกประเด็นที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุน หลังจากดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 900 จุด
เปิดม่านด้วยการเจาะใจ คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท ในโอกาสที่จะก้าวขึ้นแท่นครองตำแหน่งเศรษฐีหุ้นไทยคนใหม่ประจำปี 2553 หลังจากที่ในปัจจุบันเข้าได้ถือหุ้นพฤกษาฯถึง 58.6% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.03 หมื่นล้านบาท พร้อมๆไปกับการขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยของเมืองไทย ทั้งในด้านยอดขายและรายได้ด้วยการโชว์ผลดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ด้วยการทำนิวไฮทะลุหลัก 2 หมื่นล้านบาทให้วงการอสังหาริมทรัพย์
คุณทองมา เติบโตมาจากครอบครัวคนชั้นล่างซึ่งมีบิดาทำอาชีพขายกระเพาะปลาที่สามารถส่งให้เรียนได้เพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่ด้วยความมานะบากบั่น จึงได้ทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทำงานเป็นวิศวกรมาหลายที่ จนในปี 2535 จึงได้ออกมาก่อตั้งบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท พร้อมกับได้นำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญจากการรับงานภาครัฐและเอกชนมาต่อยอดธุรกิจของตนเองและก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 2548
ปัจจุบันค่าย”พฤกษา”ได้สร้างอาณาจักรที่อยู่อาศัยทั้งในรูปแบบบ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์และคอนโดมีเนียม เกือบทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล และยังได้ขยายขอบข่ายธุรกิจออกไปสู่หัวเมืองไทยรวมถึงการสยายปีกออกไปปักธงทำที่อยู่อาศัยในต่างแดนทั้งใน มัลดีฟส์ อินเดีย เวียดนาม ตามมาด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขึ้นโครงการ ทั้งใน จีน อินโดเซีย และโอมานในอนาคต โดยคุณทองมาได้ปักธงเอาไว้ว่าภายในปี 2560 พฤกษาฯจะก้าวสู่อันดับ 1 ใน 10 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้สูงถึง 1 แสนล้านบาท พร้อมเชื่อมั่นว่าปีนี้จะมีรายได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.4 หมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน
เสวนา เจาะลึก ชี้แจงแลกเปลี่ยนความคิดทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ได้รับการตอบรับในวงกว้าง สำหรับโครงการเสวนาประเด็นร้อนว่ากันด้วยเรื่อง”เจาะลึกชี้แจงแลกเปลี่ยนความคิดทิศทางอัตราดอกเบี้ย”
งานนี้สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อให้บรรดาตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์และภาคการธนาคารได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองพร้อมๆไปกับการรับรู้แนวคิดในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่การประชุมครั้งล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.75% โดยได้รับเกียรติจากดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมาให้รายละเอียดทุกประเด็นที่เป็นเบื้องหลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สรุปได้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังกังวลใจในประเด็นที่เป็นความต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง อันเป็นผลพวงจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในกลุ่ม G3 ประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และ ญี่ปุ่น เปราะบางและยังมีความเสี่ยง โดยสหรัฐอเมริกาได้หวนกลับมาเผชิญหน้ากับภาวะการชะลอตัวท่ามกลางแรงกดดัน ทั้งจากปัญหาการว่างงาน และการขาดดุลจำนวนมหาศาล
ขณะที่ดัชนีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญไตรมาส 2/53 ของญี่ปุ่นก็บ่งชี้ให้เห็นสัญญาณการชะลอตัว และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมันถูกบั่นทอนด้วยความเสี่ยงจากวิกฤติการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่กระจายออกไปในหลายประเทศของสหภาพยุโรป แม้ว่าจีนและภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งโดยอาศัยแรงหนุนจากการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศก็ตาม นักลงทุนในตลาดจึงเห็นภาพชัดขึ้นว่ากลุ่มประเทศ G3 (โคลัมเบีย เม็กซิโก และเวเนซูเอล่า) รวมถึงสหภาพยุโรปยังอยู่ในวังวนของปัญหาและความท้าทายในการดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังกระแสเงินลงทุนจึงหมุนออกมาหาผลตอบแทนที่ดีกว่าทั้งในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยด้วย ซึ่งก็จะก่อให้เกิดประโยชน์และความเสี่ยง การดำเนินนโยบายการเงินของ กนง.ระยะต่อไป จึงต้องให้ความสำคัญต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ รวมถึงประเด็นที่นำไปสู่การสะสมความไม่สมดุลทุกด้าน เช่น การก่อหนี้ภาครัฐ การก่อหนี้ภาคเอกชน การขยายตัวของหนี้ในภาคครัวเรือน รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อไม่ให้เกิดสัญญาณภาวะฟองสบู่ พร้อมกับต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ จากการประเมินยังพบว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังเติบโตได้ดีและต่อเนื่อง จากปัจจัยหลักทั้งในภาคการส่งออกการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ทำให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนบนปัจจัยหนุนที่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อและการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีในภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยสมาคมนักวิเคราะห์เชื่อมั่นว่า ความชัดเจนในเชิงนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นภาพในทิศทางเดียวกันแม้ว่าในมุมของความเสี่ยงนั้นยังมีปัจจัยทางการเมืองเป็นตัวแปรที่สำคัญด้วยก็ตาม
สัมมนา”ยลหุ้นยอดนิยมกับ 4 เซียน”
สำหรับเวทีสัมมนาหัวข้อ”ยลหุ้นยอดนิยมกับ 4 เซียน”มีความเข้มข้นทั้งด้านมุมมองเชิงปัจจัยพื้นฐานและการเจาะลึกหุ้นเด่นเป็นรายตัว”โดยทั้ง 4 เซียน คือ คุณวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บล. ฟินันเซีย ไซรัส คุณกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย คุณรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป และคุณรัชนก ด่านดำรงรักษ์ นักกลยุทธ์การตลาดบุคคล ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ธนชาต ฟันธงตรงกันว่าดัชนีหุ้นไทยไต่ระดับสูง 900 จุด เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนได้สะท้อนความร้อนแรงเกินกว่าที่คาดหมายไว้ อันเป็นผลจากการที่มีเงินทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ทำให้ผู้ลงทุนต่างประเทศที่เคยปรับพอร์ตขายหุ้น ในช่วงที่บ้านเมืองวุ่น ๆ ได้หวนกลับมาช้อนซื้อหุ้นอีกครั้ง
ขณะที่รายย่อยและผู้ลงทุนสถาบันในประเทศก็ได้ปรับพอร์ตทำกำไร แนวโน้มเช่นนี้จะมีผลทำให้ดัชนีหุ้นไทยคงต้องปรับฐานให้เห็นเป็นระยะแม้ว่าบรรดาผู้ลงทุนต่างชาติจะมีภาพที่ชัดเจนแล้วว่า บรรดากลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีได้โดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ยังอยู่ในวังวนความเสี่ยงและความไม่แน่นอน การลงทุนในช่วงที่ดัชนีต้องปรับฐานจึงต้องเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี ขณะที่การลงทุนในหุ้นที่ลุ้นข่าว ทั้งเรื่องการประมูล 3G หรือกรณีมาบตาพุดนั้นก็ต้องพิจารณาให้ดีถึงแนวโน้มและความเป็นไปในแง่โอกาสทางธุรกิจ
ติดตาม M Society ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ใน News Update เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. ทาง Money Channel