TWZ เชื่อมั่นทั้งปีรายได้เข้าเป้า 4 พันล้านบาท
โชว์ผลดำเนินงานด้วยการเติบโตต่อเนื่องในทุกสายธุรกิจ สำหรับบมจ. ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตและจำหน่ายทั้งโทรศัพท์มือถือชั้นนำรวมถึงเฮ้าส์แบรนด์ที่มีเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขายอย่างครบวงจร งานนี้คุณพุทธชาติ รังคศิริ กรรมการผู้จัดการ ได้นำทีมผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงผลดำเนินงานและแผนครึ่งปีหลัง
สรุปได้ว่า TWZ มีกำไรสุทธิกว่า 34 ล้านบาทในไตรมาส 2/53 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาส่งผลให้ในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิกว่า 56 ล้านบาทพร้อมกับทำรายได้รวมไปได้กว่า 1.93 พันล้านบาท อันเป็นผลพวงจากการขยายช่องทางการจำหน่ายทั้ง ค้าส่ง ค้าปลีก โมเดิร์นเทรด และ Chain Store Telecom Shop รวมทั้งยังได้รับผลิตมือถือ (OEM) คู่ขนานไปกับการพัฒนาเฮ้าส์แบรนด์ TWZ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเนื่องด้วย
ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ TWZ มีแผนใช้งบการตลาดกว่า 30 ล้านบาทปูพรมประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ที่มียอดขายสูงทั้งเชียงใหม่ โคราช หาดใหญ่ นครสวรรค์เพื่อตอกย้ำแบรนด์ TWZ และก็จะเปิดศูนย์บริการเพิ่มเติม พร้อม ๆ ไปกับการขยายฐานการในต่างประเทศทั้งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงในฟิลิปปินส์ อินเดีย และอินโดนีเซีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีสำหรับแอพพลิเคชั่นที่สำคัญ เพื่อรองรับการให้บริการผ่านเครือข่ายในระบบ 3G เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
งานนี้คุณพุทธชาติ รังคสิริ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าด้วยความแข็งแกร่งของทุกช่องทางการตลาดบนการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้งจะทำให้ในปีนี้มียอดขายเป็นเป้าหมาย 4 พันล้านบาท หรือ เติบโตประมาณ 12% จากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
LH Bank แถลงผลงาน และความคืบหน้าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ปูทางสร้างความพร้อมเพื่อก้าวเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนด้วยการโชว์ผลดำเนินงานได้อย่างโดดเด่นสำหรับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย ( LH Bank) งานนี้คุณศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ได้มาอัพเดต ผลดำเนินงาน 7 เดือนสิ้นสุดกรกฎาคม 2553 ว่า ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 5.67 หมื่นล้านบาท มีเงินให้สินเชื่อรวม 4.35 หมื่นล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 14% และ 22% ตามลำดับจาก ณ สิ้นปีที่ผ่านมา โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพสุทธิ (Net NPL) เพียง 0.92% และมีเงินสำรองหนี้สูญต่อสำรองตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เท่ากับ 130% พร้อมกับทำกำไรสุทธิก่อนภาษี 7 เดือนแรกของปีนี้ไปได้รวม 330 ล้านบาท พุ่งขึ้นกว่า 81%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอันเป็นผลพวงจากการใช้นโยบายการให้สินเชื่อที่เข้มงวดและมุ่งเน้นความสำคัญต่อคุณภาพของสินทรัพย์และการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพ
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังธนาคารยังคงเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ สู่การเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ด้วยการปรับโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อที่เน้นธุรกิจ SMEs ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนการขยายกิจการหรือการลงทุนใหม่หลังจากที่ธนาคารได้ดำเนินปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยแบ่งการดูแลตามประเภทของลูกค้า การบริการให้คำปรึกษาทางการเงินและมีเป้าหมายขยายสัดส่วนสินเชื่อ SMEs เพิ่มเป็น 40%
นอกจากนั้นเป็นสินเชื่อเพื่อการเคหะ ขณะเดียวกันก็ได้ปรับกลยุทธ์สู่การรวมศูนย์การอนุมัติโดยสำนักงานใหญ่รวมไปถึงการพัฒนาเครื่องมือในการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อคัดกรอง และควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศโดยเน้นการปรับบทบาทของสาขาสู่การเป็น Relationship Manager เพื่อเป็นเครือข่ายรองรับการขยายสินเชื่อให้ครอบคลุมซึ่งคาดว่าในปีนี้สินเชื่อ จะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 25%
ขณะที่การขยายฐานเงินฝาก จะเน้นกลยุทธ์การใช้สาขาในการบุกเบิกและสร้างฐานลูกค้าใหม่ในทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งชุมชนตามแผนการขยายสาขาปีละไม่ต่ำกว่า 10 แห่งนอกจากนี้จะมีการเปิดตัวบัตรเอทีเอ็ม LHB ATMซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ร่วมกับทางธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคล่องตัวมากขึ้นในการทำธุรกรรม
งานนี้คุณศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์เพื่อรายย่อย(LH Bank) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯว่าหลังจากที่ได้ทุนจาก 2.65 พันล้านบาท เป็น 5.5 พันล้านบาทเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมไปแล้วก็ได้มีการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเข้ามาถือหุ้นจากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ประมาณ 4.5 พันล้านบาท เพื่อให้ทุนจดทะเบียนเป็น 1 หมื่นล้านบาทตามเกณฑ์การยกระดับสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ จึงคาดการว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นเพื่อเข้าระดมทุนได้ในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า
แถลงความสำเร็จครบรอบ 1 ปี TISCO Master Pooled Fund
ตอกย้ำความเป็นผู้นำการให้บริการบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบหลากหลายนโยบายการลงทุนด้วยการโชว์ความสำเร็จในรอบ 1 ปีของกองทุน TISCO Master Pooled Fund ภายใต้การบริหารจัดการทั้งประเภท Master Pooled Fund และ Master Single Fund ด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากบริษัทนายจ้างกว่า 590 แห่ง อันเป็นผลจากการที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ Master Fund ของ บลจ.ทิสโก้ มีการกำหนดนโยบายการลงทุนถึง 5 แบบไล่เรียงจากความเสี่ยงระดับต่ำไปยังความเสี่ยงระดับสูงโดยสมาชิกแต่ละคนสามารถเลือกผสมแต่ละนโยบายการลงทุนได้หรือจะเลือกคนละ 1 นโยบายการลงทุนก็ได้เช่นกัน ทำให้ไม่ต้องมีการจดทะเบียนกองทุนเพิ่ม และช่วยลดภาระบริษัทนายจ้าง ในการดำเนินงานส่งเงินสะสมเข้ากองทุน
นอกจากนี้ รูปแบบ Master Fund ของค่ายทิสโก้ยังเป็นกองทุนเฉพาะสำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เป็นการลงทุนเพื่อการเกษียณ จึงไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบในการโอนย้ายนโยบายการลงทุนเหมือนกับที่ไปลงทุนผ่านกองทุนรวม
งานนี้คุณอารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บลจ.ทิสโก้ เชื่อมั่นว่า ด้วยประสบการณ์การบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ยาวนานมากว่า 40 ปีกับผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องจะทำให้บลจ. ทิสโก้สามารถรักษาตำแหน่งแชมป์สูงสุดที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนายจ้างเอาไว้ได้ โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าถึง 2,570 บริษัท หรือ คิดเป็น 1 ใน 4 ของบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมกับตั้งเป้าหมายในปีนี้ว่าจะมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็น 8 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ยังคงเน้นจุดเด่นของ Master Fund เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาร่วม Master Pooled Fund โดยคาดการณ์ว่าภายในปีหน้าจะเพิ่มจำนวนนายจ้างได้ไม่น้อยกว่า 300 บริษัทซึ่งก็จะเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็น 9 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
ติดตาม M Society ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ใน News Update เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. ทาง Money Channel