จีนโชว์ศักยภาพประเทศผู้นำโลกผ่านงาน Expo 2010
งาน Expo 2010 ที่นครเซี่ยงไฮ้ที่เริ่มต้นมาได้เกือบ 2 สัปดาห์แล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นงานใหญ่ที่ใช้เป็นโอกาสแสดงศักยภาพของประเทศ เพื่อให้โลกได้รับรู้ถึงความพร้อมในการก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้า เหมือนยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่างาน Expo 2010 คือนิทรรศการที่คนทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตาคอย เพราะแม้หลายประเทศจะเพิ่งฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจรอบล่าสุดมาได้ แต่ก็ไม่มีใครที่จะยอมแพ้ในการสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมชมศาลาจัดแสดงหรือ Pavilion ของตนแม้แต่น้อย
ส่วนประเทศเจ้าภาพอย่างจีนเอง ก็ถือว่าเป็นโอกาสแสดงศักยภาพให้แก่ทั่วโลกได้ชม จนเป็นที่ประจักษ์กันไปแล้วตั้งแต่วันเริ่มงาน ที่เมืองที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งก็คือนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน
จุดแรกที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมงานในปีนี้คงหนีไม่พ้น ศาลาจัดแสดงที่มีขนาดแบบที่เรียกว่า super size ซึ่งมีรูปทรงเหมือนปิระมิดสีแดงกลับหัว และมีพื้นที่เท่า ๆ กับสนามฟุตบอล 35 สนาม หรือใหญ่กว่า Pavilion ของสหรัฐฯที่อยู่ในงานเดียวกันถึง 30 เท่า
นักวิเคราะห์บอกว่า สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องการสื่อไปสู่ประชาคมโลกนั้นชัดเจนที่สุด ก็คือ ความจริงที่ว่าประเทศที่มีประชากรมากที่สุดแห่งนี้ มีความพร้อมที่จะกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ในเวทีสากลอย่างแน่นอนแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปหมดกว่าจะถึงวันนี้ ยกตัวอย่างแค่เรื่องของตัวศาลาจัดแสดงของสหรัฐฯ ที่เคยมีข่าวว่าทางจีนไม่ชอบไอเดียเท่าใดนัก เพราะกว่าจะได้มาเป็นรูปเป็นร่างก็เกือบจะล่มไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อทีมงานที่รับผิดชอบหาทุน 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกือบหานายทุนมาช่วยควักเงินสร้างไม่ได้
ทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของสหรัฐฯเองก็ยอมรับว่า การที่ต้องพึ่งภาคธุรกิจเอกชนให้เป็นสปอนเซอร์ในการจัดงาน เป็นอุปสรรคทำให้การดำเนินโครงการของประเทศออกมายากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลหลายประเทศตัดสินใจควักเงินตั้งทีมงานจัดหาทุนเพื่อร่วมงาน Expo 2010 ของตนเอง
ส่วนความพร้อมของตัว Pavilion ของสหรัฐฯ ก็เรียกได้ว่า ล้าหลังเจ้าภาพอย่างมาก เพราะก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการ จีนได้เปิดให้ผู้ที่มีตั๋วล่วงหน้า สามารถเข้าชมศาลาจัดแสดงของตนไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ทางสหรัฐฯยังคงวุ่นอยู่กับการต่อสายไฟ หรือแม้แต่แกะกล่องของที่จะนำมาจัดงาน ยิ่งไปกว่านั้น คำขวัญของศาลาจัดแสดงของสหรัฐฯ ที่ตั้งไว้สวยหรูว่า “Rising to the Challenge” ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่า พร้อมทะยานเผชิญหน้าความท้าทาย ก็ดูไม่สมราคานัก เพราะภายใน Pavilion นั้น มีแต่บูธของสปอนเซอร์เต็มไปหมด ซึ่งชาวจีนที่ได้มีโอกาสเข้าไปชมแล้ว ส่วนใหญ่ก็ออกอาการไม่ปลื้มนัก และค่อนข้างจะผิดหวัง เพราะหลายคนต่างคาดว่าจะได้เห็นการแสดงแนวคิดบรรเจิดอลังการในแบบฉบับอเมริกัน ซึ่งกลับไม่มีให้เห็นเลยในปีนี้ เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้หลายคนเห็นแล้วว่า ยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาเริ่มเสียศูนย์ และเปิดโอกาสให้จีนขึ้นมาเทียบเคียงในเวทีโลกได้มากขึ้น
ส่วนจีนเอง เรื่องเงินก็ไม่เคยเป็นปัญหา และได้ควักเงินถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมาสนับสนุนงานนิทรรศการที่มีระยะเวลาการจัดแสดงถึง 6 เดือน โดยงบประมาณนี้เป็นส่วนที่ใช้สำหรับตัวงานเท่านั้น และหากนับเงินที่ใช้ในการสร้างถนน ระบบรถไฟ และโครงการสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องมารวมด้วย ตัวเลขรวมก็จะพุ่งขึ้นไปอีกกว่า 10 เท่า แต่หากจะถามว่า จีนได้ดำเนินการลดอะไรไปบ้างหรือไม่สำหรับงานนี้ มีสิ่งเดียวที่เห็นชัดเจนก็คือ การแสดงดอกไม้ไฟในพิธีเปิดที่งดงามสมชื่อเจ้าภาพ เพียงแต่ไม่อลังการอย่างที่หลายคนคาดไว้ ซึ่งเหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ ทางรัฐบาลไม่ต้องการให้แสงสีจากงานแสดงพลุ สว่างไสวจนบดบังภาพลักษณ์ความเป็นเมืองใหญ่อลังการ อย่าง นครเซี่ยงไฮ้นั่นเอง
Sands China เล็งจับตลาดนักพนันญี่ปุ่น
ผู้บริหารธุรกิจคาสิโนชั้นนำอย่าง Sands China หวังขยายกิจการในญี่ปุ่นในอนาคต หลังจากรายได้ของบริษัทในไตรมาส 1/53 เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เนื่องจากกิจการที่แข็งแกร่งในมาเก๊า
Sands China ผู้บริหารคาสิโนอันดับสองของโลก ยอมรับว่า บริษัทกำลังเล็งขยายธุรกิจไปในญี่ปุ่น พร้อมกับคาดด้วยว่า ญี่ปุ่นน่าจะกลายมาเป็นศูนย์กลางแหล่งพนัน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หากรัฐบาลยอมให้การพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมาย
ที่ผ่านมา ธุรกิจคาสิโนในญี่ปุ่นขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากรัฐบาลกลัวว่าจะก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา แต่ Sand China ก็ยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดนี้ โดยดูจากความนิยมการเล่นเกมส์ปาจิงโกะ ที่มีอยู่อย่างดาษดื่นทั่วประเทศ
ทั้งนี้ แผนการขยายธุรกิจออกนอกมาเก๊าคือสิ่งที่บริษัทแห่งนี้พยายามทำอยู่ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ที่สั่งห้ามคนจีนแผ่นดินใหญ่ข้ามมาเล่นพนันที่มาเก๊า ขณะที่เมื่อเดือนที่แล้ว Las Vegas Sands ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็เพิ่งเปิดตัวคาสิโนแห่งใหม่มูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสิงคโปร์
Toyota ประเมินธุรกิจในปี 2553 จะยังซบเซาต่อเนื่อง
Toyota Motor ยอมรับว่า ธุรกิจในปีนี้อาจจะออกมาไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายเชื่อว่า ผลกระทบจากการเรียกรถหลายล้านคันกลับคืนในช่วงที่ผ่านมา จะเริ่มชัดเจนขึ้นเร็ว ๆ นี้
แม้จะรายงานตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 4/52 ออกมาดีเกินคาดที่ 159 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ Toyota Motor ก็ยังไม่มั่นใจในอนาคตของธุรกิจ พร้อมกับประเมินว่า ในช่วง 12 เดือนจากนี้ สถานการณ์จะยังไม่ดีจนน่าพอใจนัก
ผู้ผลิตรถอันดับหนึ่งของโลกรายนี้ ฟันธงด้วยว่า กำไรของบริษัทตลอดปี 2553 นี้ จะหดตัวลง แม้ Toyota จะผ่านพ้นวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของตนมาได้แล้วก็ตาม
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายของบริษัทในการเรียกรถจำนวนกว่า 8 ล้านคันกลับคืน อันเนื่องมาจากปัญหาด้านความปลอดภัยในการขับขี่ในช่วงที่ผ่านมา จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อผลประกอบการของ Toyota เร็ว ๆ นี้ โดยหลายฝ่ายกำลังจับตาดูผลงานในไตรมาสแรกอย่างใกล้ชิด
นักกฎหมายบางคนยังให้ความเห็นด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับรถของ Toyota น่าจะนำมาสู่คดีความทางแพ่งในสหรัฐ ที่จะเรียกค่าเสียหายจากบริษัทไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไม่ช้านี้ด้วย
Harrods มีแผนขยายธุรกิจเข้าไปในจีน
ภาพของห้างหรูที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน อย่าง Harrods อาจกลายมาเป็นสิ่งที่คุ้นตาของนักช็อปในจีนในไม่ช้า หลังผู้บริหารชุดใหม่ของห้าง เล็งขยายกิจการเข้าไปในตลาดยักษ์ใหญ่แห่งนี้
บริษัท Qatar Holding ที่เข้าซื้อกิจการห้าง Harrods ต่อจากครอบครัวของ Mohamnmed Al Fayed ที่เคยเป็นเจ้าของมานานถึง 25 ปี กำลังมีแผนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอีกระดับสำหรับห้างแห่งนี้ ด้วยการเปิดสาขาแห่งแรกนอกประเทศอังกฤษ คือ นครเซี่ยงไฮ้ของจีน
เมื่อเอ่ยถึงชื่อห้างสรรพสินค้าหรู Harrods ในกรุงลอนดอน หลายคนน่าจะนึกถึงภาพความอลังการของสถานที่ ที่มีสินค้าเกือบทุกอย่างใน 330 แผนก บนพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางฟุต พร้อมกับภาพนักช็อปทุกระดับ ไล่ตั้งแต่คนธรรมดา ไปจนถึงมหาเศรษฐี และสมาชิกราชวงศ์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเสมือนจุดขายที่สำคัญที่กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้ไปแล้ว
แนวคิดการเปิดสาขาที่ต่างประเทศของห้างนี้ ได้ก่อให้เกิดกระแสต่างๆ ตามมาอย่างรวดเร็วเหมือนกับที่หลายคนคาด และส่วนหนึ่งก็เป็นเสียงต่อต้าน โดยเฉพาะนักช็อปท้องถิ่น ที่ระบุว่า ห้างเก่าแก่แห่งนี้ ควรจะดำรงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนเท่านั้น
ติดตาม Global Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ใน News Update เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. ออกอากาศซ้ำใน Global Money Weekend ทุกวันเสาร์ เวลา 09.30 น. และ 18.00 น. และทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.00 น. ทาง Money Channel