วัดดวงหุ้นเทคโนโลยีปี 2552 หวังอานิสงส์ดีมานด์ภาคธุรกิจฟื้น
นักลงทุนและนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นอเมริกากำลังมีมุมมองที่ต่างกันเกี่ยวกับทิศทางราคาหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ที่ฝ่าฟันเศรษฐกิจจนสร้างผลตอบแทนน่าประทับใจในปีที่แล้ว แต่เท่าที่ผ่านมาในปีนี้ สถานการณ์เริ่มที่จะวกกลับและอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว
ปี 2552 ที่เพิ่งผ่านไปเพียงเดือนกว่าๆ ประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะที่อเมริกาคงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับการตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ของนักลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่หากจะมีใครลองไปถามบรรดาผู้จัดการกองทุนถึงเรื่องผลตอบแทนสูงสุดที่ทำได้ในปีที่แล้ว คำตอบที่ได้ก็คือมาจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ด้วยสถิติการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มนี้ในดัชนี S&P 500 มาเกือบๆ 60% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาสั้น ๆ นับตั้งแต่เปิดศักราชปี 2553 ความนิยมของหุ้นกลุ่มนี้กลับเปลี่ยนไป เมื่อดูจากดัชนีราคาหุ้นกลุ่มไฮเทคที่ลดลงไปแล้วถึงกว่า 8% ซึ่งหนักกว่ากลุ่มอื่น ๆ ขณะที่หลายคนยังอดประหลาดใจไม่ได้กับการที่หุ้น Telecom ร่วงลงอย่างรวดเร็ว แม้เศรษฐกิจของสหรัฐฯจะมีข่าวดีจากการเติบโตของตัวเลขจีดีพีในระดับ 5% ในไตรมาส 4/52 ก็ตาม
ไม่ถึงสองสัปดาห์ก่อน ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ อย่าง Microsoft ก็เพิ่งรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสล่าสุด ที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ แต่ข่าวล่าสุดนี้ก็ไม่ได้ช่วยพยุงราคาหุ้นของบริษัทไว้ได้เลย เมื่อการปรับตัวขึ้นถึง 57% ในปีก่อน กลับมาดิ่งลงอย่างรวดเร็วถึง 7% ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนของปีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
การกระหน่ำขายหุ้นกลุ่มไฮเทค ไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานในระดับแนวหน้า อย่างเช่น หุ้น Apple ที่ราคาร่วงไปแล้วกว่า 8% ในปีนี้ ส่วนผู้ผลิตชิพในสมาร์ทโฟน อย่าง Qualcomm หุ้นก็ดิ่งลงไปกว่า 15% ขณะที่หุ้นของ Google ก็ยังฟอร์มตก จนราคาร่วงลงไปแรงพอๆ กัน
เมื่อหันไปถามเหล่าบรรดาผู้จัดการกองทุนมือดีทั้งหลาย ว่ามีเหตุผลอะไรที่นักลงทุนถึงเริ่มขายหุ้นไฮเทคทิ้ง มีประเด็นหนึ่งก็คือการที่นักลงทุนในตลาดต้องการจะจัดสมดุลของพอร์ทที่ตนถืออยู่ หลังได้กำไรจากกลุ่มนี้ไปอย่างถ้วนหน้าในปีก่อน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้นก็ประเมินว่า ในช่วงปลายปีนี้ ผลประกอบการของบริษัทในหมวดไฮเทคจะออกมาดีอย่างแน่นอน ดังนั้น การขายทำกำไรในช่วงนี้จึงอาจเป็นเรื่องธรรมดา
นักวิเคราะห์บางคนก็เห็นด้วยว่า ผู้ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไว้มีโอกาสที่จะทำเงินหล่นหาย หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่งพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ ที่อัตราการว่างงานในระดับ 10% จะมีผลกดดันการใช้จ่ายผู้บริโภคอย่างมาก นั่นหมายความว่าจะทำให้ตลาดสินค้าไฮเทคหดตัวไปด้วย
นอกจากนั้น ความกังวลเศรษฐกิจจีนที่กำลังร้อนแรงจนต้องมีการแตะเบรคจากภาครัฐ ก็ยังมีส่วนทำให้หุ้นไฮเทคอ่อนตัวลง เนื่องจากลักษณะของธุรกิจนี้มีความอ่อนไหวต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีจีนเป็นเหมือนกับตัวค้ำดีมานด์อยู่
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อหุ้นกลุ่มนี้ก็คือ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ทำให้กำไรของบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศหดหายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเด็นนี้ต้องห้ามกระพริบตา เพราะนับตั้งแต่ดอลลาร์สหรัฐร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดของปี2552 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็กลับมาแข็งค่าขึ้นตามลำดับ
มีผู้สังเกตการณ์อีกกลุ่มที่มองโลกในแง่ดี และเชื่อว่าทิศทางของธุรกิจเทคโนโลยีในปี 2552 จะไม่เลวร้าย โดยดูจากผลประกอบการงวดล่าสุดที่ออกมาน่าประทับใจ นักวิเคราะห์ค่ายนี้มองว่า อุตสาหกรรมไฮเทคจะยังคงร้อนแรง ทั้งในด้านของการสร้างสรรผลงาน และผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก็น่าจะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจว่า ตัวเลขกำไรจะยังไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่อง
และแม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะบอกว่า รายได้ที่ดีขึ้นก่อนหน้านี้มาจากผู้บริโภคเป็นหลัก แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็เชื่อว่า ภาคธุรกิจมีแนวโน้มเริ่มหันกลับมาใช้จ่ายเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับรายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ระบุว่า แนวโน้มการลงทุนทางด้านอุปกรณ์และซอฟท์แวร์ของบริษัทต่างๆ กำลังเริ่มฟื้นตัวแล้ว
สื่อเผย JAL ตกลงเป็นพันธมิตรกับ American Airlines
แม้จะมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า Japan Airlines จะเลือกให้ Delta Air เข้ามาร่วมลงทุนด้วย แต่ล่าสุดมีข่าววงในของสายการบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียแห่งนี้ว่าเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาแล้ว
หนังสือพิมพ์ Asahi ของญี่ปุ่น รายงานว่า Japan Airlines น่าจะตัดสินใจรักษาสัมพันธภาพที่มีกับ American Airlines ไว้ต่อไป แทนที่จะยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคู่แข่งอย่าง Delta Air Lines
เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่สายการบินสัญชาติอเมริกันทั้งสองบริษัท ต่างพยายามเจรจายื่นข้อเสนอให้ Japan Airlines ที่ประสบปัญหาการเงินหนักจนต้องยื่นขอความคุ้มครองล้มละลายไปเมื่อเดือนที่แล้ว ด้วยความหวังที่จะขยายฐานธุรกิจของตนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย
แต่ก่อนที่ JAL จะยื่นเรื่องขอความคุ้มครองจากศาล ก็มีรายงานข่าวว่า สายการบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแห่งนี้ จะยอมรับข้อเสนอของ Delta จนกระทั่งมีรายงานล่าสุดที่ออกมาว่า ผู้บริหารคนใหม่ของบริษัทแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนตัวพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะไม่ต้องการความเสี่ยงและผลกระทบอื่นๆ จากการเปลี่ยนแปลงนี้
สหรัฐฯ ยันไม่เจรจาคดีเลี่ยงภาษีกับ UBS อีกรอบ
หลังทางการสวิสเซอร์แลนด์ออกมาให้ข่าวว่าอาจขอเจรจาเรื่องการส่งข้อมูลลูกค้าของธนาคาร UBS ให้กับสหรัฐฯตามที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว สื่อท้องถิ่นก็รายงานว่า สหรัฐฯ จะไม่ขอเข้าพูดคุยในเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด
สื่อในประเทศสวิสเซอร์แลนด์รายงานโดยอ้างคำพูดของเอกอัครราชทูตอเมริกันในกรุง Berne ว่า ทางการสหรัฐฯไม่มีความประสงค์ที่จะนั่งเจรจากับธนาคาร UBS อีกครั้ง หลังจากที่ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับคดีเลี่ยงภาษีไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552
เมื่อเดือนมกราคม ศาลสวิสได้อนุมัติคำร้องของลูกค้าธนาคาร UBS รายหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลธุรกรรมของตนตกไปอยู่ในมือเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตามข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่าย ที่เกี่ยวพันถึงข้อมูลลูกค้ากว่า 4,000 ราย
จากนั้น ทางการสวิสก็ออกมาให้ความมั่นใจว่า จะแก้ปัญหา ที่ทำให้กระบวนการส่งข้อมูลไปสหรัฐฯหยุดชะงัก ด้วยการนั่งลงเจรจากับทางสหรัฐฯอีกครั้ง หรือให้รัฐสภาใช้อำนาจเข้ามาดูแลในเรื่องนี้
RBS เตรียมจ่ายโบนัสรวม 1,300 ล้านปอนด์
แผนการเตรียมจ่ายโบนัสจำนวนหลายพันล้านปอนด์ของธนาคาร Royal Bank of Scotland ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ขณะที่ทางการอังกฤษกำลังจะอนุมัติแผนดังกล่าว
ธนาคารชั้นนำของอังกฤษอย่าง Royal Bank of Scotland ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง หลังเปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมจ่ายเงินโบนัสสำหรับปี 2552 สูงถึง 1,300 ล้านปอนด์ ขณะที่ทางกระทรวงการคลังอังกฤษก็กำลังเตรียมอนุมัติแล้ว
หนังสือพิมพ์ the Sunday Times ระบุว่า ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในทันที เพราะ RBS ก็ยังได้ชื่อว่าเคยรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ไม่ให้ธุรกิจต้องล้มจากวิกฤติการเงิน
ข้อมูลเรื่องเงินโบนัสของ RBS มีออกมาหลังจากที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า ธนาคารแห่งนี้น่าจะรายงานตัวเลขขาดทุนในปีที่แล้วถึง 7,000 ล้านปอนด์
ติดตาม Global Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ใน News Update เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. ออกอากาศซ้ำใน Global Money Weekend ทุกวันเสาร์ เวลา 09.30 น. และ 18.00 น. และทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.00 น. ทาง Money Channel