|
 |
| เอกสารแนบ |
 |
|
|
Time of Fed: เวลาแห่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังถูกจับตามองว่าจะแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
Posted on Friday, March 28, 2008 |
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัวอันเกิดมาจากวิกฤติสภาพคล่อง ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (Subprime) ทุกสายตาจับจ้องไปที่วิธีการในการตัดสินใจแก้ปัญหาของธนาคารกลางสหรัฐฯ สิ่งที่น่าสนใจนับจากนี้ไปในการดูแลปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯคือมาตรฐานและวิธีคิดของเบน เบอร์นันกี้ ผู้บริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทั้งการลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน และเพิ่มสภาพคล่อง แนวทางที่เฟดนำมาใช้ในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นวิธีคิดที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นปฏิบัติการเชิงรุก และรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 40 ปี
- 10 ส.ค. 2550 เฟดออกแถลงการณ์ว่า ภาคธนาคารจำเป็นต้องระดมทุนมากกว่าปกติ เนื่องจากภาวะชะงักงันในตลาดสินเชื่อและตลาดเงิน ซึ่งเฟดจะจัดหาเงินทุนให้ตามความจำเป็น โดยเฟดระบุว่า ภาคธนาคารสามารถระดมทุนได้โดยผ่านทางการกู้เงินโดยตรงจากเฟด ขณะที่แผนกซื้อขายพันธบัตรของเฟดได้อัดฉีดเม็ดเงิน 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในวันนั้นผ่านทางมาตรการซื้อคืนพันธบัตรชั่วคราว โดยอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดจนกดดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นร่วงลงสู่ 0% ได้ในระหว่างวัน
- 17 ส.ค. 2550 เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.50% ส่งผลให้ค่าส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานและอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลงสู่ 0.50% จากเดิมที่ 1.00% นอกจากนี้ เฟดยังประกาศเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอนุญาตให้กู้ยืมเงินโดยตรงจากเฟดได้เป็นเวลานานถึง 30 วัน และลูกหนี้สามารถขอกู้ต่อไป
- 26 พ.ย. 2550 ธนาคารกลางสหรัฐฯสาขานิวยอร์กแถลงว่า ทางธนาคารจะใช้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรจนถึงปีใหม่ เพื่อลดแรงกดดันด้านการระดมทุนในสิ้นปี นอกจากนี้ ทางธนาคารจะจัดหาทุนสำรองที่มากพอเพื่อสกัดกั้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น
- 12 ธ.ค. 2550 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันของธนาคารทั่วโลก เฟดได้จัดตั้งกลไกการปล่อยสินเชื่อ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินขึ้น เพื่อให้ทุนในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นแก่สถาบันเงินฝากทุกแห่งที่สามารถกู้ยืมเงินโดยตรงจากเฟด และเฟดได้จัดตั้งวงเงินสวอปสกุลเงินต่างประเทศร่วมกับธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ด้วยเช่นกัน โดยมาตรการนี้จะจัดหาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในปริมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับธนาคารกลางยุโรป และ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ โดยวงเงินสวอปนี้มีกำหนดเวลาราว 6 เดือน
- 3 ม.ค. 2551 เฟดปรับเพิ่มวงเงินการประมูลขึ้นสู่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้งสำหรับการประมูล 2 ครั้งในเดือนมกราคม จากเดิมที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เสนอให้ทุนในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐร่วมกับการประมูลของเฟดด้วย
- 1 ก.พ. 2551 เฟดประกาศว่า เฟดจะยังคงดำเนินการประมูลกลไกในระบบการปล่อยสินเชื่อ (TAF) ทุก 2 สัปดาห์ต่อไปในเดือนก.พ. โดยตรึงปริมาณเงินในกาประมูลแต่ละครั้งไว้ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เฟดยังปรับลดวงเงินการประมูลขั้นต่ำลงสู่ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ครอบคลุมสถาบันขนาดเล็กด้วย
- 29 ก.พ. 2551 เฟดประกาศเปิดประมูล TAF 2 ครั้ง ครั้งละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม และระบุว่าเฟดตั้งใจจะดำเนินการประมูลต่อไป หากยังจำเป็นต้องลดแรงกดดันในตลาดการระดมทุนระยะสั้น
หากมองจากการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่เฟดภายใต้การนำของเบน เบอร์นันเก้ ใช้มาตลอดในช่วงกว่า 6 เดือนของการเกิดวิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime) ลุกลามไปถึงผลกระทบเศรษฐกิจในภาพรวมของสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่า ไม่มียุคไหนเลยที่จะท้าทายวิธีคิดและวิธีการจัดการกับวิกฤติการเงินในครั้งนี้ที่จัดได้ว่าเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งหรืออาจจะเป็นในรอบกว่า 40 ปีของสหรัฐฯก็ว่าได้
ความแข็งแกร่งของเฟดจะมีมากน้อยเพียงไร ล้วนขึ้นอยู่กับรากเหง้าของวิกฤติที่เกิดขึ้น นั่นหมายถึง วิกฤติตลาดบ้านอสังหาริมทรัพย์และนัวตกรรมทางการเงินที่เข้าไปเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างก้าวกระโดดมากมายบนความเปราะบาง และความผันผวนของตลาดเงิน
ติดตามรายการ Prime Time เป็นประจำทุกสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ทาง Money Channel | Posted on Friday, March 28, 2008 (Archive on Friday, April 04, 2008) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
Tuesday, February 07, 2012
|
 |
นิตยสาร M&W |
 |
ข่าวเด่นประเด็นร้อน |
 |
นานาสาระลงทุน |
|