Hilight
News Update

more

ข่าวบริษัทจดทะเบียน

more

Advertisement



Text Size :Small | Medium |Large
เอกสารแนบ


  มือใหม่  



Big Money Big Recovery: จุดเหมือนบนความแตกต่างของประเทศที่ตั้งอยู่บนดินแดนที่ห่างไกลกันคือไทย-สหรัฐฯที่ต่างก็ต้องพยายามกระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

Posted on Tuesday, March 04, 2008
“เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกแลปัญหาการเมือง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกดดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2550 ชะลอตัวลงมากกว่าปี 2549 ผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) อาจจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย R/P 14 วันลงภายในไตรมาสแรกของปี 2550 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากค่อย ๆ ปรับตัวลดลงในครึ่งหลังของปี 2550”

ข้อความข่าวลักษณะเช่นนี้ ได้ยินกันตั้งแต่ปี 2549 เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะเริ่มมีตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวที่ดูเหมือนจะให้ความรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างในช่วงตลอดปี 2550 ที่ผ่านไป แต่ในขณะเดียวกัน ปัจจัยทั้ง
3 ข้อที่เริ่มต้นได้ยินกันตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจเดิม ๆ ที่ดูจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนในตลอดปี 2551 หรือในปีหนู

เศรษฐกิจไทยเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่ปี 2549 เหตุจากปัญหาทางการเมือง

แรงกระแทกที่เกิดขึ้นและกระทบเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรในวาระที่ 2 ด้วยการบริหารเศรษฐกิจถึงขั้นขีดสุดในช่วง 4 ปีแรกของการอยู่ในตำแหน่ง และเริ่มแผ่วปลายอย่างรวดเร็วในช่วงขึ้นปีที่ 5 จากแรงเสียดทานทางการเมืองที่หนักหน่วงที่สุดอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย โชคดีที่ไม่ถึงขั้นแตกหักระหว่างฝูงชนทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมถึงการยึดครองอำนาจบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จท่ามกลางความเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงของลูกกระสุนแม้แต่นัดเดียวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจบบทบาทไปเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

หลากหลายคดีความทางการเมืองเป็นที่กล่าวขวัญกันตลอดทั้งปี มีผลให้ระบบหรือกลไกการทำงานระหว่างสายการเมืองและข้าราชการประจำไม่เดินหน้า ไม่มีความร่วมมือ ไม่มีความชัดเจน ไม่มีความเด็ดขาดในการสางปัญหา ทุกอย่างถูกสะท้อนออกมาผ่านทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น ดัชนี หรือตัวชี้วัดอื่น ๆ รวมถึงเหตุผลที่พยายามแสดงกันในทุกวงการ เริ่มจากผู้บริหารในวงการอุตสาหกรรมไปจนถึงเถ้าแก่ธุรกิจขนาดเล็ก ๆ ที่ต้องทนกับสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย หรือแม้แต่ในอาเซียนในปีที่ผ่านมาจากการยืนยันของธนาคารโลกประจำประเทศไทย

ธนาคารโลกยังไม่มองเศรษฐกิจไทยในแง่ลบ แต่ประเทศคู่แข่งล้วนมาแรง

นายอัลเบิร์ต ซูแฟ็ค เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารโลก แถลงรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 50 ที่ผ่านไปว่า ธนาคารโลกยังคงประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2550 ไว้ที่ 4.3% เท่ากับที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่ระดับ 4.3% ถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2545 และยังต่ำสุดในภูมิภาคนี้ ส่วนสาเหตุสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจต่ำสุดในภูมิภาคมาจากปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการอุปโภคและบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอต่ำมากจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่มั่นคง โดยมีการส่งออกเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ

สอดรับกับการที่น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา ดัชนีประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยถูกลดอันดับลง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม มาเลเซีย หรือจีน ล้วนปรับขึ้นทั้งสิ้น และแม้บางประเทศจะตามหลังไทย แต่น่ากังวลว่าในไม่ช้าจะไล่ตามประเทศไทยได้ทัน หรืออาจแซงหน้าก็เป็นได้ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเสมือนนักมวยที่ถูกชกจนน่วม เขียวช้ำตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกซีกโลกหนึ่ง ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกก็ออกอาการเดี้ยงไม่ต่างกัน


ดัชนีประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก
ประเทศ ลำดับที่
  ปี 2538 ปี 2550
ไทย 48 56
เวียดนาม 109 97
มาเลเซีย 53 40
จีน 104 75
ที่มา: ธนาคารโลก


“Subprime” สุดยอดแห่งคำประจำปี 2550 ของสหรัฐฯ

คำว่า “สินเชื่อ Subprime” ได้รับการยกย่องให้เป็นคำสุดยอดแห่งปี 2550 ในสหรัฐฯเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นที่ฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯสะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญหลายตัว ล้วนสร้างสถิติตกต่ำในรอบหลายทศวรรษนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “Hamburger Crisis”

Hamburger Crisis ที่เกิดจากฟองสบู่แตกในธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (Subprime) ครั้งนี้ ดูเผิน ๆ หลายคนอาจรู้สึกว่า รัฐบาลสหรัฐฯน่าจะสามารถสยบปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ให้บานปลายกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้

ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯมีขนาดใหญ่เกือบจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ความจำเป็นที่ต้องเร่งระดมสรรพกำลังทุกด้าน เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ปัญหาก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์กระทบกับเศรษฐกิจในหลายประเทศก็ยิ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องตระหนัก ขณะที่รัฐบาลทุกประเทศต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วย กระนั้นก็ตาม หลังจากที่มีความพยายามจะอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 33 ล้านล้านบาทเข้าไปอุดสภาพความเสียหายตลอดช่วงเวลาที่รับรู้ปัญหาหรือนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 เป็นต้นมา แต่นั่นก็ดูจะยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดคิด

เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปจึงมีสภาพที่เรียกว่า “ถมเท่าไหร่ ไม่รู้จักเต็ม” ที่น่าตกใจไม่น้อยก็คือ การที่โลกได้รับรู้ถึงผลการขาดทุนอย่างมโหฬารของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯที่อาจต้องตัดสินใจเลิกจ้าง พนักงานของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในสาขาต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 20,000 คนในฐานะที่เป็นผู้ปล่อยกู้สินเชื่อซ้อนสินเชื่อ โดยวิธีการนำสินเชื่อนั้นเข้าสู่ระบบ การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) อีกหลายทอด

ขณะที่สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนอเมริกันที่เต็มไปด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อการใช้จ่าย ไม่ใช่เพื่อการผลิต จึงเป็นที่คาดการณ์กันต่อว่า ไม่นานหลังจากที่สินเชื่อด้อยคุณภาพหรือคุณภาพต่ำเหล่านี้ต้องกลายเป็นหนี้สูญ หรือหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ สิ่งที่จะตามมา ให้เห็นในลำดับต่อไปก็คือสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ก็จะไม่ชำระหนี้ได้ด้วยเช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถที่จะตามมาในลำดับต่อไป ความเสียหายข้างต้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และสั่นคลอนเสถียรภาพการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ในดัชนีหนุ้นสหรัฐฯ แต่ยังลุกลามถึงตลาดหุ้นในยุโรปและเอเชียที่ต่างก็ร่วงลงอย่างรุนแรงด้วย เพราะไม่เพียงแต่กองทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารและสถาบันการเงินจะเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก เพื่อนำเงินที่ได้ไปชดเชยผลการขาดทุนในสินเชื่อ Subprime เท่านั้น แต่หลายกองทุนในตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย ยังต้องระดมเม็ดเงินเท่าที่จะหาได้จากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เหล่านี้ เพื่อนำไปพยุงฐานะของกิจการที่เป็นตัวจักรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ให้ต้องลากเอาระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศกระเทือนไปด้วย

วิกฤติ Subprime ลามจากภาคอสังหาริมทรัพย์สู่สภาพคล่องของสถาบันการเงิน

ความหวั่นวิตกถึงความถดถอยของสหรัฐฯจากปัญหา Subprime ลุกลาม เริ่มจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างรวดเร็วได้ส่งผลให้ความมั่งคั่ง และกำลังซื้อของสหรัฐฯลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจชะลอตัว แต่วิกฤตการณ์เทขายหุ้น และเทขายสินทรัพย์จนตลาดหุ้น และราคาสินทรัพย์ทั่วทั้งโลกตกลงอยางรุนแรง เกิดขึ้นหลังจากการทยอยประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 และพบว่า สถาบันการเงินชั้นนำทั่วทั้งโลก ต่างประสบผลขาดทุนอย่างรุนแรงจาก Subprime จำเป็นต้องหาเม็ดเงินจำนวนมาก มาโปะผลขาดทุนที่เกิดขึ้น และหลายแห่งจำเป็นต้องดิ้นรนหาทุนใหม่ เพื่อความอยู่รอด

ความน่ากลัวของวิกฤติ Subprime ที่แท้จริงกลับมาเขย่าขวัญนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากการประกาศผลประกอบการที่สั่นสะเทืองวงการของ “ซิตี้กรุ๊ป” สถาบันการเงินอันดับ 1 ของสหรัฐฯและโลก ที่ขาดทุนจาก Subprime สูงถึง 1.81 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 597,300 ล้านบาท ส่งผลให้ “ชาร์ลส์ ปริ๊นซ์” ขอลาออกจากตำแหน่ง CEO โดยก่อนหน้านั้นเพียง 5 วัน เมอร์ริล ลินช์ สถาบันการเงินขนาดใหญ่อีกแห่งสั่งปลด CEO ของตัวเอง เพื่อสังเวยผลขาดทุนจากการลงทุนใน Subprime 8,400 ล้านเหรียญ หรือ 277,200 ล้านบาท

ไตรมาสเดียวกันนี้ มอร์แกน สแตนเลย์ แสดงผลขาดทุนวิกฤติ Subprime 9,400 ล้านเหรียญ หรือ 310,200 ล้านบาท และกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยการเจรจากับไชน่าอินเวสท์เมนท์ คอร์ปของจีน เพื่อให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง แบงก์ ออฟ อเมริกาแทงหนี้สูญ และกอบกู้ธุรกิจจากกรณีเดียวกัน 3,900 ล้านเหรียญ หรือ 128,700 ล้านบาท

โกลด์แมน แซค ต้องอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญ หรือ 6.6 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วย 2 กองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) ในเครือที่มูลค่าทรุดต่ำลง 28% จากการลงทุนสินเชื่อ Subprime เช่นเดียวกับเจพี มอร์แกน เชสแอนด์ โค ซึ่งต้องแทงหนี้สูญที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันหรือ CDO ประมาณ 3,400 ล้านเหรียญ หรือ 112,200 ล้านบาท

สหรัฐฯให้ “Hamburger Crisis” เป็นของขวัญปีใหม่กับโลก

ความเสียหายนี้ ยังไม่นับผลขาดทุนของกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) บริษัทปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ และบริษัทรับประกันสินเชื่อ โดยเมอร์ริล ลินช์ คาดว่าความเสียหายจาก Subprime ทั้งหมด จะไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 72.6 ล้านล้านบาท ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกได้ร่วมมือกันอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบการเงินของโลกแล้วไม่ต่ำกว่า 8.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 27.5 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับ Hamburger Crisis มูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.95 ล้านล้านบาทอีกด้วย

ตั้งแต่ต้นปี 2551 ความพินาศลามไปถึงตลาดหุ้นทั่วโลก จากความหวั่นวิตกจากความเสียหายที่ตามมาจากปัญหา Subprime ส่งผลให้เกิดมหกรรมขายทิ้งหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป เพื่อโยกเงินไปอุดความเสียหายที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ทุกตลาดปรับตัวดิ่งลงอย่างหนัก และต่อเนื่องแทบทุกวัน แม้ว่าตลาดเพิ่งเปิดทำการเพียง 20 วันในปีนี้ แต่ดัชนีหุ้นของตลาดหุ้นทั่วโลก ได้ดิ่งลงมาทำสถิติต่ำสุดใหม่ (New Low) ในรอบหลายปี

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นออสเตรเลียแตะจุดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบ 18 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นโตเกียว ตลาดหุ้นฮ่องกง ตลาดหุ้นอินเดีย รุนแรงถึงขั้นปรับตัวลงภายในวันเดียวเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรมสหรัฐฯ 11 กันยายน 2544 เป็นต้นมา ส่วนตลาดหุ้นยุโรปดิ่งลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 5 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้หลายตลาดจะเริ่มกระเตื้องขึ้นได้บ้างในระยะสั้นหลังสหรัฐฯปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.75% เพิ่มเติมจากที่ปรับลดไปแล้วในการประชุมครั้งก่อนหน้า 0.5% และมีการคาดหมายกันว่า ภายในปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯจะปรับลดลงได้อีก 1% เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ พร้อมกับการออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ แต่ในภาพรวมแล้วหากมองย้อนตั้งแต่ต้นปี ถือว่าตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ย่อยยับอย่างหนัก

นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รวมทั้ง “จอร์จ โซรอส” พ่อมดการเงินของโลก ยอมรับตรงกันว่าวิกฤติการเงินที่สหรัฐฯและโลกของเรากำลังประสบนี้เป็น “วิกฤติการเงินที่รุนแรงที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีความเสี่ยงที่วิกฤติในสหรัฐฯ และสร้างผลกระทบให้เศรษฐกิจแทบทุกประเทศทั่วโลกล้มตามเป็นโดมิโน” โดยผลประกอบการจากวิกฤติ Subprime จะทยอยชัดเจนขึ้นตลาดทั้งปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบซ้ำเติมตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยให้รูดลงตลอดทั้งปีได้

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ เป็นไปได้ที่ความอ่อนแอของสถาบันการเงินในสหรัฐฯและวิกฤติหนี้สินด้อยคุณภาพที่เริ่มขยายวงจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ไปยังสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันและสินเชื่อที่มีบัตรเครดิตเป็นหลักประกัน ส่งผลให้ความเสียหายของระบบสถาบันการเงินทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่ความเสียหายจะลุกลามเป็น “วิกฤติสถาบันการเงินข้ามชาติ”

ตลาดหุ้นไทยโดนหางเลข กระทบหนักจิตวิทยาการลงทุน

ในขณะเดียวกันมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินเชื่อและสภาพคล่องทั่วทั้งโลก (Credit Crunch) จากความระมัดระวังในการปล่อนสินเชื่อของระบบสถาบันการเงิน ซึ่งจะซ้ำเติมกำลังซื้อของโลกที่กำลังลดลง และอาจทำให้ภาวะถดถอยมีแนวโน้มเกิดขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกสาหัสสากรรจ์มากขึ้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวได้อย่างไร และภายในกี่ปีนักลงทุนและเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกจึงอยู่ในภาวะระส่ำระสาย สำหรับประเทศไทยนั้น วิกฤติ Subprime ได้ส่งผลกระทบข้ามโลก สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดเงินและตลาดหุ้น รวมทั้งความมั่นใจของนักลงทุนไทยอย่างรุนแรง

ตลาดหุ้นไทยนับจากต้นปีปรับตัวลงไปกว่า 100 จุด หรือ 11% โดยทรุดตัวลงต่ำสุดถึง 13% ส่งผลให้ความมั่งคั่งของตลาดหุ้นไทยที่ประเมินจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Cap) หายไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาทภายภายในระยะเวลาไม่ถึง 20 วัน ส่วนสถาบันการเงินไทย 4 แห่งที่เข้าไปลงทุนใน CDO และ Subprime รวม 695 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 22,935 ล้านบาทนั้น มูลค่าของ CDO ที่ลงทุน ได้ปรับลดลง 20% จนทำให้ต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนและตั้งสำรองเพิ่ม โดยธนาคารกรุงไทยกันสำรองเพิ่ม 3 พันล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขาดทุน 589 ล้านบาท ส่วนธนาคารกรุงเทพ ขาดทุน 384 ล้านบาท ขณะที่ไทยธนาคารแสดงผลขาดทุนจำนวน 6,724 ล้านบาท

ขณะที่ภาคการส่งออกของไทยมีความเห็นว่าปัญหา Subprime ของสหรัฐฯจะทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วน 15-17% ของการส่งออกรวมลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้การส่งออกไทยในภาพรวมลดลงตามไปด้วย จึงจำเป็นที่ต้องมองหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่จะสามารถทดแทนการส่งออกที่ถดถอยในตลาดสหรัฐฯ

ส่วนความคาดหวังของที่ว่า อานิสงค์ของตลาดเงินตลาดทุนโลก จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลบ่ากลับมายังภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ภายหลังจากที่ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะเงินทุนจำนวนมากจากมหาอำนาจใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตะวันออกกลางในส่วนที่ไม่รังเกียจสหรัฐฯ จะไหลเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯที่ราคาตกต่ำลงกว่า 70% รวมทั้งซื้อกิจการสถาบันการเงินของสหรัฐ รวมทั้งบริษัทที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องในภาคอื่น ๆ และยังมีเงินทุนอีกส่วนหนึ่งที่ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศเกิดใหม่กลับเข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีความเสี่ยงต่ำแทน

รอความหวังนโยบายรัฐบาลใหม่ช่วยพลิกฟื้นประเทศ

2 ซีกโลกที่กำลังประสบกับภาวะชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ บนความแตกต่างของขนาด และมูลค่าเศรษฐกิจที่เทียบกันไม่ได้ แต่บนแนวคิดของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ไม่อาจแตกต่างกันด้วยการเข็นทั้งนโยบาย และงบประมาณมหาศาลเกือบชนเพดาน เพื่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่ต้องเดิมพันให้ได้

หลังจากประเทศไทยได้ผ่านพ้นการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคไปแล้ว ก็ได้มีนโยบายรวมมิตรออกมาด้วยตัวเลขสุดมหัศจรรย์เลข 7 คือ นโยบายรัฐบาลในสูตร 7 - 17 - 7 คือ 7 ยุทธศาสตร์ 17 นโยบาย และ 7 ภารกิจเร่งด่วน

สำหรับ 7 ยุทธศาสตร์ เช่น การเพิ่มรายได้ของประเทศด้านการท่องเที่ยวและบริการ ,วางรากฐานทางการเกษตรของประเทศให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ ,ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพด้านการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ และการพัฒนาการส่งออกและเสริมสร้างตลาดเป้าหมายใหม่ เป็นต้น

สำหรับ 17 นโยบาย เช่น นโยบายเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายระยะสั้น (1 - 2 ปี) ในการสร้างรายได้ให้ประชาชน และการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน โดยฟื้นฟูและต่อยอดสินค้า OTOP ,นโยบายด้านเศรษฐกิจ ยกระดับสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินของโลก ,นโยบายการพาณิชย์ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ,นโยบายด้านการคมนาคม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาท่าอากาศยานในภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางอากาศ และรถไฟฟ้า 9 เส้นทาง ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ส่วน 7 ภารกิจเร่งด่วน เช่น พักชำระหนี้ทั้งระบบ 3 ปี ,อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการ SML ,การแก้ปัญหานโยบายกันทุนสำรองระหว่างประเทศ 30% ,การแก้ปัญหาค่าเงินบาท และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในที่สุดแล้ว จากตัวเลขมหัศจรรย์ที่พูดถึงดังกล่าว ได้ถูกกลั่นกรองให้เหลือเพียง 19 นโยบาย เพื่อเปิดแถลงต่อรัฐสภา โดยใช้ระยะเวลาถึง 3 วันทำการ เช่น สร้างความปรองดองสมานฉันท์ แก้ไขความไม่สงบในภาคใต้ ดูแลค่าเงินบาท จัดงบประมาณตามขนาดประชากร (SML) โครงการบ้านเอื้ออาทร รถไฟฟ้า 9 สายทาง ส่งเสริมปีแห่งการลงทุนและปีท่องเที่ยวไทย เป็นต้น

ท่ามกลางราคาสินค้าและบริการที่ขยับราคาขึ้นก่อนหน้านี้ และยังมีแนวโน้มว่าจะแพงต่อไปในอนาคต การเดินหน้าต่อรองกับทุกหน่วยงานท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาลที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความเคลื่อนไหวแทบทุกวัน เพื่อแก้ไขราคาสินค้า 33 รายการ พูดคุยกับ 250 ผู้ผลิตในประเทศ ด้านนพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงเดินหน้าพูดคุยกับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยกับการตัดสินใจกับนโยบายกันสำรองเงินทุน 30% ก่อนออกเดินทางไปโรดโชว์กับต่างประเทศในช่วงต้นเดือนมีนาคม ขณะที่รัฐมนตรีสุภาพสตรีคนแรกของกระทรวงพลังงาน ได้ปรามการขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่า Ft) เป็นงานแรก แต่สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อไป

ฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลเงาตรวจสอบการทำงานรัฐบาล

ขณะที่ฝ่ายค้านการตั้งคณะรัฐมนตรีเงา โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด คนแรก นอกจากจะรับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีเงา ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเงาด้วย ส่วนคนที่สองซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา มือรองจากหัวหน้าพรรค ก็คือ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรค ส่วนคนสุดท้ายที่พรรคมุ่งมั่นให้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเงาของกระทรวงพลังงานเลย คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเงาย้ำกับรัฐบาลจริงว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำ คือ เรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับคืนมา หลังจากที่ประเทศมีการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลอยู่ในฐานะดีที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา การเยี่ยมเยือนของผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำสหรัฐฯและยุโรป จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของต่างชาติกลับคืนมาได้ ขณะที่การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะต้องขจัดปัญหาที่สร้างความไม่มั่นใจออกไป โดยเฉพาะในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงิน และการใช้มาตรการสำรองเงินทุนนำเข้าระยะสั้น 30%

ด้านแนวคิดของ นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีคลังเงา ชี้ว่า สิ่งที่เป็นห่วงในตอนนี้ คือ การประกาศนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการโครงการเมกะโปรเจ็กต์ การสร้างรถไฟฟ้า ขุดคอคอดกระ อุโมงค์ผันน้ำ แม้กระทั่งโครงการประชานิยมต่าง ๆ นั้น หากรัฐบาลไม่ได้กลั่นกรองในเชิงลึก เนื่องจากแต่ละเรื่องซึ่งหากใช้เวลาเพียง 3 ปีก็อาจไม่เพียงพอ “แม้กระทั่งวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาเท่าที่มีการคำนวณต้องใช้เงินกว่า 2 ล้านล้านบาท ไม่ใช่แค่ 5 แสนล้านบาทตามที่รัฐบาลพูดไว้ เฉพาะโครงการขุดคอคอดกระก็ปาไปตั้ง 1 ล้านล้านแล้ว แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในโครงการอื่นอีก “

สิ่งที่น่าห่วงอีก คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่เคยพูดถึงการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ เพราะการขยายตัวของรายได้ประเทศช่วง 2 ปีที่ผ่านมาช้ากว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาก จึงต้องเร่งการปรับโครงสร้างภาษี”โดยเฉพาะการเร่งประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกว่า 5 แสนราย จากปัจจุบันที่แจ้งเสียภาษีเพียง 1 แสนราย และต้องมีแผนลดอัตราภาษีจากเดิม 30% ลง เพื่อกระตุ้นและจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและสามารถสู้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ปัจจุบันเก็บแค่ 15% ในระยะแรกเราควรลดที่อัตรา 25% ก่อน และน่าจะลดลงมาเหลือเพียง 20%

สหรัฐฯผ่านมาตรการภาษีอัดฉีดเงินกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชน

ขณะที่งบประมาณครั้งใหญ่พ่วงด้วยการตีแผ่นโยบายเศรษฐกิจทั้งรัฐบาลจริงและเงา ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ตามฉบับของแต่ละฝ่าย ซึ่งกำลังรอบทพิสูจน์ในสนามจริงทั้งประเทศ แต่ที่แดนลุงแซมกลับไม่มีความร่วมมือที่เอาเป็นอย่างท่ามกลาง Hamburger Crisis ที่เกิดขึ้นเลย

7 กุมภาพันธ์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ลงมติไฟเขียวแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยวุฒิสภาสหรัฐฯหรือสภาคองเกรสพิจารณาเห็นด้วยที่จะผ่านร่างแก้ไขงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯแล้ว โดยมีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 5.6 ล้านล้านบาท และวุฒิสมาชิกสหรัฐฯสนับสนุนให้ผ่าน คือ การชดเชยคืนเงินภาษีให้ชาวอเมริกันทันที และครั้งเดียว คนละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 19, 800 บาทต่อคนในส่วนของสามีและภรรยาชาวอเมริกันนั้น ได้รับการอนุมัติจ่ายเงินภาษีคืนให้ครอบครัวละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39,600 บาท หากมีลูกจะได้รับเพิ่มอีก 300 ดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากนั้นเพียง 24 ชั่วโมง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)ในสหรัฐฯ ยกมือผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการที่โดนใจ คล้ายกับประชานิยมในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกันที่มีรายได้ต่อปีต่ำ เช่น คนอเมริกันที่เกษียณจากงาน ผู้ด้อยโอกาส และผู้ขอรับประกันตนตามสิทธิประกันสังคม จำนวน 117 ล้านคนนั้น วุฒิสมาชิกสหรัฐฯเห็นด้วยในการจ่ายคืนภาษีทันทีและครั้งเดียว ซึ่งจะได้ไปคนละ 300 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 9,900 บาท ทั้งนี้ หลังจากผ่านการลงมติของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯได้ส่งต่อไปเพื่อขอการลงนามโดย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อมีผลบังคับใช้เร็วที่สุด

เพียง 1 สัปดาห์ให้หลังเท่านั้น นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ลงนามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากความร่วมมือร่วมใจของทั้ง 2 พรรคหลักของประเทศ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ลงนามในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ มูลค่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 5.5 ล้านล้านบาท หลังผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ โดยผู้นำสูงสุดสหรัฐฯกล่าวว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ลงนามอนุมัติไปในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากงพอต่อภาวะเศรษฐฏิจสหรัฐฯที่ชะลอตัวลงในขณะนี้ ทั้งนี้ เงินชดเชยเพื่อคืนภาษีให้ชาวอเมริกัน 130 คนที่อยู่ในข่ายแผนการกระตุ้น จะมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหลังลงนามทันทีว่า การขาดเสถียรภาพของตลาดการเงินและอสังหาริทรัพย์ที่ยังคงดำเนินต่อไปอาจสร้างความเสียหายแก่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมมากขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตและการสร้างงานอยู่ในภาวะอันตราย แต่ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐก็ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ก็ต้องกำหนดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจให้ใหญ่พอที่จะสร้างความแตกต่างให้กับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และไม่หยุดนิ่งแบบสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าต้องใหญ่ประมาณ 1% ของจีดีพี แผนกระตุ้นเน้นการลดหย่อนภาษีอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและไม่ใช่บรรดาโครงการการใช้จ่ายเงินที่มีผลกระทบทันทีเพียงเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจ

หลังการลงนามของผู้นำสูงสุดสหรัฐฯแผนกระตุ้นดังกล่าวได้รับการตอกย้ำอย่างหนักแน่นจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันว่า ไม่เกิดภาวะถดถอยปีนี้ โดยนายเฮนรี่ พอลลสัน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวยืนยันต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะการถดถอยในปีนี้ได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯในภาพรวมจะขยายตัวอย่างช้า ๆ สาเหตุจากโครงสร้างระบบเศรษฐกิจมีความหลากหลายและยืดหยุ่นสูง ทำให้ในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯมีความแข็งแกร่งในทุก ๆ ด้าน อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯได้เรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯเร่งแก้ไขกฎหมายสำคัญเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มอำนาจของสถาบันการเงินรัฐ

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯในครั้งนี้ เน้นเรื่องการคืนภาษีเงินได้ให้แก่คนโสด 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน และ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับคู่สมรส นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดปรับลดภาษีลงทันที 50% สำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่มีการลงทุนใหม่ในปีนี้ พร้อมกันนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯยังมีแผนสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อมในการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ด้วย ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการด้านภาษีครั้งนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 1.4 – 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกลางสหรัฐฯใช้วิธีลดอัตราดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ไม่มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจใดในโลก ที่จะไม่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ จากบรรดานักวิชาการ ทั้งขาประจำและขาจร ไม่เว้นแต่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช

นอกจากผู้นำสหรัฐแล้ว ในช่วงใกล้เคียงกัน เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา พร้อมกับฝ่ายกฎหมาย ได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงเวลาที่อเมริกาต้องเร่งเดินเครื่องมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ โดยระบุว่า แผนดังกล่าวต้องใช้เงินราว 50 – 150 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังบอบช้ำจากวิกฤตตลาดอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อ แต่ประเด็นสำคัญก็คือมาตรการนี้ต้องใช้เพียงชั่วคราว และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะส่งผลภายใน 10 เดือนข้างหน้า

เบอร์นันเก้ มองว่า มาตรการภาษีมีประโยชน์ในแง่หลักการด้านภาษี จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในวงกว้างกว่าการใช้นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการภาษีอย่างรวดเร็วและเป็นระบบสำหรับภาษีนิติบุคคลเพื่อภาคธุรกิจ นายเบอร์นันเก้ เห็นว่า ควรสร้างแรงจูงใจ เพื่อการลงทุนในซอฟต์แวร์ และเครื่องมือต่าง ๆ มากกว่าที่จะปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล

นอกจากนี้ ยังเห็นว่ามาตรการใดๆ ที่จะนำมาใช้ ต้องเป็นระดับโครงสร้างที่ส่งผลต่อการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว หลังจากประกาศแนวคิดแผนต่าง ๆ ไป เมื่อวันที่ 17 มกราคม เฟดก็ตัดสินใจเรียกประชุมฉุกเฉินเมื่อวันที่ 22 มกราคม ก่อนประกาศลดดอกเบี้ยในอัตรา Fed Fund Rate จาก 4.25% เป็น 3.50 ลดลง 0.75% พร้อมลดอัตราดอกเบี้ย Discount Rate ลง 0.75% จาก 4.75% เหลือ 4.00%

มาถึงวันนี้ นักวิเคราะห์ก็มองต่อกันว่า มาตรการล่าสุดเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน จะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐได้จริงหรือไม่ และที่ลืมไม่ลงก็คือแรงสะเทือนจากวิกฤตครั้งนี้จะกินวงกว้างแค่ไหน และเศรษฐกิจทั่วโลกจะต้องเจ็บปวดกับ “Hamburger Crisis” เพียงไร อย่างไรก็ตาม หากเชื่อตามคำที่ประธานาธิบดีบุชแถลงว่า “เศรษฐกิจที่มีชีวืตชีวา ตลาดรุ่งและเสื่อมลง เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีพื้นฐานดังกล่าว และในความเป็นจริงแล้ว การตัดความเสี่ยงทั้งหมด ก็เป็นการกำจัดนวัตกรรมและการผลิตที่เป็นตัวขับเคลื่อนการสร้างงานและความมั่งคั่งในอเมริกา เรากำลังอยู่ในภาวะที่ท้าทาย และข้าพเจ้ารู้ว่าชาวอเมริกันกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของตน แต่เศรษฐกิจของเราเคยผ่านช่วงท้าทายมาหลายครั้ง และสามารถพื้นตัวกลับมาได้ดีเหมือนเดิม”

ดูแลราคาพลังงาน และพลังงานทางเลือก อีกทางรอดของเศรษฐกิจไทย

กลับมาที่ประเทศไทย กับอีก 1 รัฐมนตรีพลังงานเงาที่ยังคงวิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลปัจจุบันต่อเนื่องว่า “ปัญหาเฉพาะหน้ารัฐบาลต้องมีนโยบายและความชัดเจน ในทางปฎิบัติว่าจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มอย่างไร ส่วนระยะยาว รัฐบาลต้องมีแผนงานหาพลังงานสนับสนุน ซึ่งต้องหาแหล่งพลังงานในประเทศว่าเราจะเดินหน้าไปสู่การพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดได้อย่างไร และการพัฒนาแหล่งพลังงานกับต่างประเทศจะร่วมมือกันอย่างไร และต้องตอบคำถามว่ารัฐมีแผนงานเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์อย่างไร จะตัดสินใจในทิศทางใด เพราะประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงอาจต้องขอประชามติจากประชาชนก่อน”

รัฐบาลจะต้องจัดทำตัวเลขออกมาให้ชัดเจนว่าจะพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดอย่างไร ทั้งการใช้พลังงานในประเทศ การหาพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทน และต้องมีแผนงานชัดเจนว่าจะลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศลงปีละกี่เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลให้ลดการนำเข้าและประหยัดการใช้เงินตราต่างประเทศด้วย อีกเรื่องที่ต้องมีคำตอบชัดเจน คือ แผนอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน ต้องมีมาตรการออกมาเป็นรูปธรรม ทั้งรูปแบบการรณรงค์ และมาตรการจูงใจให้ประหยัดและอนุรักษ์พลังงานให้มีประสิทธิภาพ และที่ขาดไม่ได้อีก คือ นโยบายธุรกิจพลังงานจะเป็นอย่างไร จะเป็นกึ่งผูกขาดต่อไป หรือส่งเสริมให้มีการแข่งขันมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

ส่วนราคาน้ำมัน ตอนนี้ยังมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงอยู่ รัฐบาลจะต้องมีแนวทางชัดเจนว่ายังจะคงไว้เช่นเดิมหรือไม่ ทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่า จะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เฉพาะในส่วนของน้ำมันเบนซิน เพื่อปลดภาระให้กับผู้ใช้น้ำมันดีเซล ที่เป็นส่วนสำคัญในภาคการผลิตและการเกษตรของประเทศได้ลดราคาลงมา

สำหรับก๊าซหุงต้ม อยากให้แนวคิดของ รมว.พลังงาน ไม่ได้แค่ตรึงราคาไว้ที่ปัจจุบัน แต่ต้องถอยกลับไปใช้ราคาเดิมก่อนประกาศลอยตัว เพราะตอนนี้ ราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นจากถึงละ 255 บาท เป็นถังละ 280 – 290 บาท ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศอยู่ไกลกัน 2 ซีกโลกที่แม้จะแตกต่างกันในแง่ของ ขนาด มูลค่าทางเศรษฐกิจและวิธีคิด แต่ก็มีวิธีการดำเนินนโยบายในบางแง่มุมที่เหมือนกัน อย่างการใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มุมมองทางจิตวิทยา หรือทัศนคติที่ประชาชนในประเทศมีต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ที่จะเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา เพราะผู้มีอำนาจต่างพูดตรงกันว่า พื้นฐานเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง

ติดตาม รายการ Prime Time ได้เป็นประจำทุกสิ้นเดือนทาง Money Channel

Posted on Tuesday, March 04, 2008 (Archive on Tuesday, March 11, 2008)
Posted by host  Contributed by suchitra
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
 


  Rating: 5 [  12/2/2008 10:37:13 PM]
 Page:  of 1 
Recommended Program








Tuesday, February 07, 2012   
นิตยสาร M&W
 
ข่าวเด่นประเด็นร้อน

นานาสาระลงทุน