Hilight
News Update

more

ข่าวบริษัทจดทะเบียน

more

Advertisement



Text Size :Small | Medium |Large


  มือใหม่  



Behind Halong Bay

Posted on Monday, July 02, 2007
Prime Time: Behind Halong Bay ตอน 1

จากสนามรบที่เต็มไปด้วยความสูญเสียมากที่สุดแห่งหนึ่งในแดนอินโดจีน กลายเป็นสถานที่สำคัญที่ต้องย้อนกลับมารำลึก และศึกษา วัฒนธรรมด้านศาสนาหลากหลายนิกาย ที่ผุดขึ้นในแดนเฝอ มรดกโลกที่สร้างสรรค์ด้วยธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง ที่รู้จักกันดีว่า อ่าวฮาลอง ทั้งหมดเป็นเพียงจุดขายแหล่งท่องเที่ยว ในอีกกว่าหลายสิบแห่ง ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากถึง 1.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 13.7% ใน 3 เดือนแรกของปีนี้

หากมนต์เสน่ห์ของเวียดนามไม่จางหายไปเร็วกว่าที่คิดไว้ นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะหลั่งไหลเข้าเวียดนามากกว่า 4 ล้านคนขึ้นไปในปีนี้ นั่นหมายถึง สูงเกินเป้าหมายที่วางไว้ในขณะนี้ที่ 3 ล้านคนเท่านั้น เวียดนามทำได้อย่างไร ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมากถึง 31% ซึ่งเดินทางเข้าไปในครั้งแรก จะกลับมาเที่ยวเวียดนามอีกครั้งในทุก ๆ 2 ปี คำตอบเรียงจากมากที่สุด ไปหาน้อยที่สุด คือ สินค้าที่วางขาย และบริการที่มีให้ มีราคาถูก ธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมความเป็นอยู่ในเวียดนาม ท่องเที่ยวแนวผจญภัย ปิดท้ายกับความเป็นมิตรของชาวเวียดกง

สายการบินชั้นนำจากต่างประเทศ เพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น เช่น ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เพิ่มเป็น 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เตรียมขนนักท่องเที่ยวเป็น 6 เที่ยวบินต่ออาทิตย์ จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไม ต้องมีการเร่งสร้างโรงแรมระดับ 4 ถึง 5 ดาวขึ้นอีกอย่างน้อย 15,000 – 20,000 ห้องทั่วประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับ และสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ตลอดเส้นทางจากสนามบินนานาชาตินอยไบ เข้าสู่ใจกลางเมืองฮานอย สัญลักษณ์แห่งความเจริญทางเศรษฐกิจ มีอยู่ให้เห็นตลอดเส้นทาง เห็นชัดเจนที่สุดคือ ป้ายโฆษณากลางแจ้ง หรือบิลล์บอร์ด ที่เต็มไปด้วยสินค้า และบริการลงโฆษณากลางแจ้งทั้งจากธุรกิจเอกชน และจากรัฐบาล บรรดาเจ้าของธุรกิจ บริษัท หรือห้างร้านทุกขนาดในเวียดนาม ล้วนทำการตลาด โดยเฉพาะป้ายโฆษณาอย่างคึกคัก เพื่อดึงกำลังซื้อจากชาวเวียดนามให้มากขึ้น

ป้ายโฆษณากลางแจ้งตามเส้นทางหลัก และในเมืองหลวงกรุงฮานอยที่มีคนเห็นมากถึง 150,000 รายต่อวัน เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีชื่อว่า บริษัท Vietnam National Trade Fair & Advertising Company ซึ่งเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้นเวียดนามในชื่อย่อว่า VINEXAD มีสภาพเป็นรัฐวิสหากิจ อายุถึง 32 ปี ทำยอดขายไปได้เฉลี่ยปีละ 87.5 ล้านบาท ลูกค้าต้องเข้าคิวรออย่างต่ำ 45 วันขึ้นไป

รัฐบาลเวียดนามตอกย้ำกลยุทธ์ผลักดันเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรมหนัก ด้วยการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ วางรายล้อม ใกล้กับพื้นที่ของสนามบินนานาชาตินอยไบของกรุงฮานอยทั้ง 4 ทิศ ใช้ระยะทางเพียง 35 ก.ม. และยังเชื่อมต่อไปออกท่าเรือสำคัญที่มีชื่อว่า ไฮพอง ห่างประมาณ 125 ก.ม. ทั้งหมดนี้ หวังผลจากระบบโลจิสติกส์ ที่สามารถลดต้นทุนในการส่งอออกทางอากาศ และทางทะเลอย่างเบ็ดเสร็จ

แคนนอน ยามาฮ่า อาซาฮีกรุ๊ป หรือ พานาโซนิค บริษัทข้ามชาติชั้นนำเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกมากมายที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิต และประกอบในนิคมอุตสาหกรรมทังลอง ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุด แต่มีความทันสมัย และพัฒนามากที่สุดในเวียดนามตอนเหนือ ราคาค่าเช่าอยู่ที่เฉลี่ยตารางเมตรละ 2,625 บาทต่อปี เป็นราคาที่มีราคาแพงมากที่สุดในเวียดนาม ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ The Magic of Doi Moi Reforms หรือเวทมนต์แห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจ

“โด่ย เหม่ย” คือ คู่มือบริหารเศรษฐกิจประเทศเวียดนาม ที่มีอายุถึงวันนี้ 21 ปี ความสำเร็จ เริ่มพิสูจน์ได้จากตัวเลขมูลค่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่สุดทึ่งในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ที่โดดเด่นที่สุด คือ จีดีพีในปี 2549 พุ่งขึ้นแตะ 8.2% เป็นการขยายตัวมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ขณะที่ปีนี้ รัฐบาลเวียดนามมั่นใจว่า จะได้เห็นการขยายตัวที่ 8.5% ได้ไม่ยาก

นาย ฮวง เวียด หั่ง ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการลงทุน และการวางแผนแห่งเวียดนาม บอกเล่าถึงวิธีคิด ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเวียดนาม อย่างน่าทึ่ง รัฐบาลเวียดนามใช้กลยุทธ์ 2 โครงการหลักในการต่อยอดนโยบาย “โด่ยเหม่ย” คือโครงการกลุ่มความร่วมมือประเทศลุ่มแม้น้ำโขง (GMS) และโครงการแผนพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสังคม (SEDP) เพื่อเป้าหมายในก้าวขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งในอาเซียน

เวียดนาม แบ่งการพัฒนาการเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจทั่วประเทศอย่างชัดเจน ด้วยความช่วยเหลือทุกรูปแบบจากต่างชาติ ทำให้แผนที่เศรษฐกิจเวียดนาม ประกอบไปด้วย พื้นที่เศรษฐกิจตอนเหนือ สร้างทางรถยนต์จากฮานอยทะลุเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ทางตอนใต้ ที่มีชื่อว่า ถนนพัฒนาเอดีบีสายที่ 2 สร้างทางรถยนต์เชื่อมต่อระหว่างตะวันออกเริ่มจากเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงว่า ดานัง ไปยังตะวันตกสิ้นสุดที่เมืองเล่าเป๋าของเวียดนาม พร้อมการปรับปรุงทางด่วนสายที่ 2 เลียบชายฝั่งทะเลตะวันออก รวมถึงปรับปรุงท่าเรือดานังใหม่ ทั้งหมดอยู่ในในพื้นที่เศรษฐกิจตอนกลาง

สำหรับเขตเศรษฐกิจตอนใต้ เวียดนามลงมือก่อสร้าง ควบคู่ไปกับการปรับปรุงเส้นทางรถยนต์จากเมืองโฮจิมินห์ของเวียดนาม ไปสิ้นสุดที่เมืองม๊อคไปของกัมพูชา สุดท้ายกับเขตเศรษฐกิจตอนเหนือ ทำการปรับปรุงทางรถไฟใหม่จากกรุงฮานอย ออไปยังเมืองเล่าไค เพื่อทะลุไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ เส้นทางทั้งหมดเสร็จมากกว่า 90% ของโครงการ

จากแผนในภาพรวม เวียดนาม วางแผนที่สำคัญ ที่จะใช้เชื่อมต่อทั้ง 2 โครงการด้วยการพัฒนา ข้อตกลงขนส่งข้ามพรมแดน ครอบคลุมเศรษฐกิจตอนเหนือ ตอนกลาง ไปถึงตอนใต้ ด้วยจุดสำคัญ เช่น ช่องทางลาว-เปาด่านสงาน ช่องทางมอค-ไปปาเวท ช่องทางลาว-ไค เส้นทางเกาทรี-นัมเทา นอกจากนี้ ข้อตกลงขนส่งข้ามพรมแดน บริเวณที่มีศักยภาพในอนาคต ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว เช่น เส้นทางซาเซีย-ลอค เส้นทาง ฮั่งไหง-เหงียน และช่องทางมูเกีย นา เภา

โครงการกลุ่มความร่วมมือประเทศลุ่มแม้น้ำโขง (GMS) ตามวิธีคิดของเวียดนาม ได้ถูกจัดวางไว้เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 5 ด้าน เริ่มจาก ระบบโลจิสติกส์ ระบบพลังงาน เช่น ทางด่วนหน่อยไป๋ ไปยังเมืองลาวไค เพื่อเชื่อมต่อออไปยังเทองคุณหมิงของจีนแผ่นดินใหญ่ ปรับปรุงท่าเรือดานัง เมืองท่าสำคัญของประเทศทางตอนกลาง ในขั้นที่ 2 พัฒนาเขตเชื่อมต่อเศรษฐกิจตอนใต้ มีศูนย์กลางที่เมืองซาเซีย นอกจากนี้ ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลกในโครงการยอ่อยที่มีชื่อว่าการขนส่งทางลุ่มน้ำโขง ขณะที่ทางตอนเหนือ ลงทุนก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างเวียดนามไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ผ่านมณฑลยูนานทางตอนใต้ของจีน สุดท้ายคือ โครงการย่อยจุดเชื่อมแหล่งพลังงานไฟฟ้าแรงสูงในเส้นทางลาว-หงี

โครงการพัฒนาแห่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจตอนกลางของประเทศ ต่อเนื่องด้วย ศูนย์บริหารจัดการอุทกภัย ทางตอนใต้ และศูนย์ป้องกันสาธารณสุข ที่มีศักยภาพ และความสามารถรับมือกับโรคเอดส์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ

สิ่งที่รัฐบาลเวียดนาม ได้กำหนดไว้ทั้งหมด ตอบความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนธุรกิจ และประเภทอุตสาหกรรมที่หลากหลายจากต่างประเทศ โครงการทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ แม้จะมีความคืบหน้าเพียง 45% ของทั้งแผนในภาพรวม แต่หากเสร็จสมบูรณ์แบบ เวียดนามจะกลายเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอินโดจีน เมื่อเทียบกับชาติอื่นในพื้นที่เดียวกัน

ปี 2548 เวียดนาม สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนทางตรง (FDI) จากทั่วโลกขึ้นเป็นดับดับ 2 คิดเฉลี่ยแล้ว ชาวเวียดนามได้เงินลงทุนจากต่างประเทศเฉลี่ยคนละ 22 เหรียญสหรัฐ หรือคนละ 770 บาท เป็นที่ 2 รองจากเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปัจจุบันอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉลี่ยชาวจีนรับรายได้จากการลงทุนทางตรงเพียงคนละ 55 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,925 บาทต่อคน ขณะที่อินเดีย เฉลี่ยมีรายได้จากการลงทุนทางตรงเพียง 5 เหรียญสหรัฐต่อหัว หรือราว 175 บาทเท่านั้น ตามหลังชาวเฝออีกมาก

การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับชาวเวียดนาม จึงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เช่น คนหนุ่มสาวชาวเวียดนาม มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และมากกว่าวัยสูงอายุ ชาวเวียดนามมีโอกาสบนทางเลือกที่หลากหลายกว่าในอดีต คลื่นการลงทุนจากต่างชาติ เพิ่มรายได้ในกระเป๋ามากขึ้นกว่าก่อน ความสะดวกสบายในการเป็นอยู่ จึงกลายเป็นรางวัลชีวิตให้กับคนเวียดนามรุ่นใหม่ รวมถึงชาวต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม เป็นอีกหนึ่ง1 ผลพวงทางเศรษฐกิจที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางการพัฒนาโครงการที่ไล่ไม่ทัน ตึกก่อด้วยอิฐแดง ที่เห็นเป็นโครงตึกเปล่า ๆ อยู่นี้ คือ หนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนาม ซึ่งมีวิธีลงทุนที่แตกต่างจากสากลอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลรับผิดชอบในการสร้างโครงตึกให้ แต่เมื่อลูกค้าตกลงซื้อแล้ว การตกแต่งอื่นๆที่เกิดขึ้นบนความต้องการของผู้ซื้อแต่ละคน ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายของลูกค้าทั้งหมด เฉลี่ยแล้วกว่าจะได้เป็นเจ้าของบ้านเช่นนี้ ต้องมีไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาทขึ้นไป นับพื้นที่ใช้สอยเพียง 160 ตารางเมตร

ฮานอย สิ้นสุดที่กวางหนิง ด้วยการเชื่อมต่อสู่ทะเลผ่านอ่าวตังเกี๋ย หรืออ่าวบั๊คโป่ในภาเวียดนาม จึงไม่แปลกที่ ค่าเช่าสำนักงานในย่านใจกลางธุรกิจ โดยเฉพาะที่นครโฮจิมินห์ จะมีค่าเช่าแพงกว่า กรุงเทพ กรุงจาร์กาตาร์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่แพงเป็นที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ข้อมูลล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานในโฮจิมินห์ที่เวียดนามเฉลี่ยตารางเมตรละ 45 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,575 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากช่วยเดียวกันปีที่ผ่านมาที่ตารางเมตรละ 30 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,050 บาท

------------------------------------------------------------------------------
Prime Time: Behind Halong Bay ตอน 2

เหงียน มิน เตรี๊ยท ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา แถลงเปิดนโยบายต่างประเทศเชิงรุกครั้งประวัติศาสตร์ โดยจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีเศรษฐกิจโลกทุกรูปแบบ มีการลงนาม 8 ข้อตกลงการค้ามูลรวมค่า 7 หมื่นล้านบาทกับสหรัฐ ลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับตลาดทุนสหรัฐ และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก พร้อมประกาศชัด “ตลาดหุ้น” คือ แหล่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นแหล่งเงินทุนที่ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วประเทศไม่เว้นแม้แต่สาววัยรุ่นอายุ 19 ปี อย่าง เหวียน เหวิน เจี๊ยด ลูกจ้างร้านขายกระเป๋าถักสำหรับสุภาพสตรีในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ของโฮจิมินห์ ที่ได้รับค่าจ้างเพียงวันละ 225 บาท แต่ฝันอยากเป็นเจ้าของร้านของตัวเอง จึงฝากเงินบางส่วน ให้ญาติสนิทลงทุนในตลาดหุ้นโฮจิมินห์

ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์โฮจิมินห์ (HMC) หรือที่รู้จักกันว่า ตลาดหุ้นเวียดนาม ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 ภายใต้ความช่วยเหลือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเริ่มเปิดการซื้อขายในวันแรก เมื่อวันที่ 28 เดือนเดียวกัน โดยมีหุ้นเพียง 2 บริษัทเท่านั้น คือ Refrigeration Electrical Engineering Joint Stock Corporation และ Saigon Cable and Telecommunication Material Joint Stock Company

จนถึงทุกวันนี้ มีบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นโฮจิมินห์ มากถึง 109 แห่ง และอีก 86 บริษัท ที่ตลาดหุ้นฮานอย ทางตอนเหนือของเวียดนาม รัฐวิสาหกิจทุกประเภท กลายเป็นเป้าหมายแรก ที่ต้องเข้าตลาดหุ้น เพื่อสร้างความหลากหลาย และปริมาณ ขณะที่มีบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกตัวแทนการซื้อขายอยู่ถึง 13 ตลาดหุ้นโฮจิมินห์ จะเปิดการซื้อขายเฉพาะครึ่งเช้าเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 8.45 – 10.00 น. โดยแบ่งการซื้อขายเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงละ 30 นาที โดยใช้ระบบการซื้อขายที่เรียกว่า Call Market

พฤติกรรมการออมของชาวเวียดนามจะแตกต่างกันออกไป คนทางตอนเหนือ เช่นที่กรุงฮานอย จะเก็บออมเงินมากกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ที่เหลือจะไปซื้อทองคำ ฝากธนาคาร ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และซื้อหุ้น สวนทางกับชาวเวียดนามทางตอนใต้ โดยเฉพาะที่ไซง่อน หรือโฮจิมินห์ ที่ใช้จ่ายสูงถึง 80 – 90% ของรายได้ทั้งหมด และเงินจำนวนไม่น้อย เทลงไปที่ตลาดหุ้นเวียดนามทั้ง 2 แห่ง

99% ของนักลงทุนในตลาดหุ้นทั้งที่โฮจิมินห์ และฮานอย คือชาวเวียดนามทั่วไป หรือรายย่อยนั่นเอง ในขณะที่สถาบัน และนักลงทุนต่างชาติ ถูกจำกัดจากกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของรัฐบาลเวียดนาม เช่น กำหนดให้ลงทุนในหุ้นได้ไม่เกิน 30% และต้องซื้อขายผ่านศูนย์ฝากหลักทรัพย์เท่านั้น ดัชนีหุ้นเวียดนาม (VN Index) สุดร้อนแรง ไม่เป็นสองรองใครในย่านเอเชียในปีที่ผ่านมา พุ่งทะลุกว่า 800 จุด ในวันที่ 20 ธันวาคม 2549 ทำสถิติใหม่นับตั้งแต่ตั้งมีการตั้งตลาดหุ้นโฮจิมินห์

ด้วยนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ “โด่ยเหม่ย” รวมถึงการใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องถึง 12 ปี เพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เศรษฐกิจเวียดนามทะยานขึ้นติดลมบน ด้วยตัวเลข GDP โดยเฉลี่ยที่สูงกว่า 7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดช่วยสร้างกำลังซื้อ รวมถึงเงินลงทุน ให้กับชาวเวียดนามอย่างมากมาย

โฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน อดีตเมืองหลวงของเวียดนาม ใต้ ยังเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดการลงทุนทุกประเภท จากทั่วโลก รวมไปถึงธนาคารกรุงทพของไทยที่เข้าไปตั้ง สาขาในนครโฮจิมินห์ด้วยเช่นกัน

สำหรับตลาดหุ้นฮานอย ตลาดหุ้นลักษณะ Over The Counter (OTC) ที่เน้นการระดมทุนจากบริษัทจดทะเบียนขนาดเล็ก มีการดำเนินธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากตลาดหุ้นโฮจิมินห์อย่างสิ้นเชิง เปิดทำการเพียงแค่ครึ่งวันเช่นกัน แต่เหลื่อมเวลากับตลาดหุ้นโฮจิมินห์ คือ เริ่มตั้งแต่ 9.00- 11.00 น. ด้วยจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 86 แห่งในปัจจุบัน ทำให้ที่นี่ต้องมีพนักงานนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มากถึง 100 คน

ฝั่นจิเซียง เจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลเอกสารที่ตลาดหุ้นฮานอย บอกกับทีมงานรายการ PrimeTime ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานจากพนักงานเอกสารของบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง มาทำงานที่นี่ ด้วยเหตุผลว่าได้รับเงินเดือนมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า เงินเดือนที่สูงขึ้น ทำให้ชาวเวียดนาม เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น และที่สำคัญเธอ....อยากศึกษาหาความรู้การลงทุนและตลาดหุ้นให้มากขึ้น

คำถามที่มักจะถูกถามอย่างมากมายในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาว่า ตลาดหุ้นเวียดนาม ทั้ง 2 แห่งคือตลาดหุ้นโฮจิมินห์ และตลาดหุ้นฮานอย จะเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ เกิดขึ้นแล้วหรือยัง และจะแตกเหมือนอย่างตลาดหุ้นไทยหรือไม่ ตรัน ดุง ผู้อำนวยการตลาดหลักทรัพย์ฮานอย มีคำตอบที่บอกกันตรง ๆ ถึงวันนี้ และต่อไปในอนาคตของประเทศเวียดนามว่า จะได้รับกล่าวถึงอย่างไม่หยุดหย่อน และบ่อยครั้งมากขึ้น

ล่าสุด ยังมีมุมมองที่สะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมากและอาจกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการ Outsourcing หลังอินเทลยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์อันดับ 1 ของโลก ลงทุนสร้างโรงงาน มูลค่า 35,000 ล้านบาทใกล้กับนครโฮจิมินห์ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าจ้างแรงงานชาวเวียดนามถูกกว่าแรงงานจีนถึงหนึ่งในสาม และปิดท้ายกันด้วยข้อมูลที่ว่า ชาวเวียดนามที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานพร้อมประสบการณ์มีมากถึงครึ่งหนึ่งของชาวเวียดนามทั้งประเทศ

เบื้องหน้าของ อ่าวฮาลอง คือความมีชื่อเสียงในฐานะมรดกโลก แต่เบื้องหลัง คือ อ่าวแห่งการลงทุนทุกรูปแบบ ที่พร้อมดึงดูดอย่างไม่สิ้นสุด เสมือนความลึกใต้ทะลที่ไม่สามารถหยั่งถึง

ติดตาม Prime Time ทุกวันพุธ และพฤหัส สัปดาห์สุดท้ายของเดือน

Posted on Monday, July 02, 2007 (Archive on Monday, July 09, 2007)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments
Recommended Program








Tuesday, February 07, 2012   
นิตยสาร M&W
 
ข่าวเด่นประเด็นร้อน

นานาสาระลงทุน