Profile



ศิรัถยา แซ่ซิว
siratthaya@set.or.th
รายการ : Smart Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 15.30 น. | Money Forum ทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น.





 Photo







 Blog Link



  • Blog
  • Photo
  • VDO Clips
There are no categories in this blog.
Location: BlogsSiratthaya    
Posted by: siratthaya 5/13/2009 7:31 PM


จริงๆแล้วไม่เคยรู้มาก่อนว่าปัจจุบัน การบวชชีพรามณ์ หรือการถือศีล 8 จะได้รับความสนใจมากมายขนาดนี้ จนกระทั่งเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี กับคนใจบุญถึง 3,800 คน

ใครเป็นพุทธศาสนิกชนบ้างเอ่ย ???

 

คนไทยกว่า 80% นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ว่าศาสนาใดก็สอนให้ทุกคนเป็นคนดี มีเมตตา (ความรัก) ด้วยกันทั้งนั้น

 

ในทุกๆปี คนไทยทำบุญด้วยปัจจัย (เงิน) สะพัดถึงปีละ 3,300 ล้านบาท (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย) ถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยทีเดียว แต่การทำบุญ หรือทำความดีก็มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน

 

การถือศีล 8 และบวชชีพรามหณ์ในโอกาสและเวลาที่เอื้ออำนวยถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เฟิร์นเลือก และในปีนี้ก็มีโอกาสไปที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ด้วยคำแนะนำจากพี่จูน (พี่สาวโปรดิวเซอร์ผู้น่ารัก ^^)

 

สารภาพว่าในตอนแรกไม่ทราบด้วยซ้ำว่าวัดนี้มีดีอย่างไร เด่นตรงไหน จนกระทั่งวันที่ไปถึง .... แถวยาวเหยียดในการต่อคิวเพื่อรอลงทะเบียนโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเข้าคิว ทำให้รู้สึกท้อไม่น้อย  แต่ด้วยความใจดีของพี่คนที่อยู่ก่อนหน้าที่เล่าให้ฟังถึงความศรัทธาที่มีต่อ หลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม จึงทำให้เฟิร์นกระจ่างแจ้งถึงสาเหตุของคนเกือบ 4,000 คนตรงหน้าได้อย่างหมดความสงสัย

 

ตลอดระยะเวลา 3 วัน การปฏิบัติกรรมฐาน ถือเป็นสิ่งที่หินที่สุดก็ว่าได้ เพราะใน 1 วันต้องทำกรรมฐานถึง 4 รอบ (รอบละ 2 ชั่วโมงติดกัน)

 

หลายคนอาจสงสัยว่ากรรมฐานคืออะไร ตอบง่ายๆก็คือการเพื่อรับรู้ทุกอารมณ์และอิริยาบถของตนเองตลอดเวลา (ทุกอย่างจริงๆ ค่ะ ทั้งความคิด, การกระทำ, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) ซึ่งตลอดเวลาของการใช้ชีวิตมากว่า 2 ทศวรรษไม่เคยทำเลยจริงๆ !! ต้องใช้ความอดทนมากๆ แต่ก็ได้ประโยชน์อย่างที่หาไม่ได้ทางโลกจริงๆ ^^ (เหมือนคนปลงตกเลย 555)

 

ใครมีประสบการณ์ดีๆ มาเล่าให้ฟังได้นะคะ


Comments (50)   Add Comment
Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นก on 5/14/2009 11:31 PM
ขอบคุณค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By อยากรู้แบบขี้สงสัย on 5/14/2009 11:53 PM
คุณ นก ใช่คุณนกที่อยู่บ้านช่วงวันหยุดหรือเปล่าครับ

ผมเห็นแบบ นานๆที่จะเห็น แบบแวบๆ ใช่คุณนก ที่เคยไปโพสท์บล็อคมะเหมี่ยวกับจีจ้าหรือเปล่านี่?

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By fan fern & ma on 5/15/2009 10:26 AM
pls ask k. ma why her blog is like that, I can not follow. Tks.

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By voravut on 5/15/2009 10:24 PM
พุทธศาสนิกชนเหมือนกันจ๊ะ

เก่งจังเลยนะน้องเฟิร์นปฏิบัติกรรมฐานด้วย
อย่าคิดว่าการปฏิบัติต้องใช้ความอดทนนะ

อยากให้คิดว่าหนีความวุ่นวายมาหาความสงบดีกว่า

จิตใจที่สงบขึ้นมีผลดีแก่ตัวเราเยอะเลยนะ
มันจะส่งผลดีแก่ทั้งหน้าที่การงาน
และคนรอบข้าง

นี่แหละที่เค้าบอกว่า
คนจริง ใจต้องนิ่ง...
เกี่ยวกันมั๊ย...????

วันหยุดเที่ยวใหนจ๊ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ Fern on 5/15/2009 10:38 PM
เนื่องจากคนคอมเม้นท์บล็อกพี่มะเยอะมากจึงทำให้ระบบรวนเล็กน้อยค่ะ

แต่พี่มะได้แจ้ง IT แล้วค่ะ

และกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงค่า ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By ตอโต้ง on 5/16/2009 9:19 AM
สวัสดีครับ เป็นสมาชิกใหม่กับเวบนี้มาอาทิตย์หนึ่งแล้ว ถ้าคุณ MJ Fern รู้สึกดีกับการทำบุญที่ไหนแล้วดี สะดวก สบายใจ ก็ดีใจด้วยครับ, มี”ฉันทะ” ก่อนอย่างอื่นจะตามมาครับ แต่มีที่ดีดีอีกมากไม่ว่าจะเป็น อีสาน,เชียงใหม่หรือแม้กระทั่งวัดชลฯ ปากเกร็ด ก็ใกล้นิดเดียว เอาสะดวกสบายใจถูกต้องแล้วครับ ,กาลครั้งหนึ่งนานมามากแล้ว ผมเคยไปที่ อำเภอไชยา- สวนโมกนานาชาติ ตุเรงตุเรงไปเรื่อยๆ ที่นั่นเขามีอบรม “อาณาปานสติ” ดีมากครับ มีประจำทุกเดือน คนไทยช่วง 20 -...,ต่างชาติ 1-....,ประมาณ 7-10 วัน ไม่สะดวกไม่ว่างไม่ไหว กราบลาพระอาจารย์ได้ครับ แต่ถ้าแพ้ยุงก็ทนหน่อยครับ หน้าฝนยุง+สัตย์เลื้อคลานที่มาเป็นตัวฝึกจิตเราเขามาทดสอบเราบ้างเป็นครั้งคราว ทำงานอยู่กับความวุ่นวายในใจกลางกรุงเทพฯมากมาก ต้องหาที่พักสมองบ้างนะครับ ใครโชคดีก็บ้านเรานี่หล่ะดีทีสุด ,ใครโชคดีน้อยหน่อย ก็ต่างจังหวัดที่ใกล้ๆที่คนไม่วุ่นวายนั่นหล่ะครับ ,หลังๆ ผมใช้วิธีทำบุญแบบ มีถังพลาสติกมีฝาล็อค ใส่กระโปรงหลังรถ วันไหนสะดวก สบาย เครียด อยากทำบุญ เจอตลาดสดที่ไหน (ตลาดนัดจะถูกกว่า) ก็ไป ช็อปปิ้ง “ปลา” ปลาดุก ถูกสุด @45- 60 บาทแล้วหาที่ปล่อยที่เป็นธรรมชาติ โชคดีที่อยู่ชานเมืองจึงมีเยอะ ที่เหลือก็แล้วแต่เค้าหล่ะครับว่าทำเวรทำกรรมอะไรมาไว้ เหมือนเวลาจะช่วยเหลือคนหล่ะครับ ถ้าเขาลำบากจริงๆ กำลังจะตายแล้ว (คนบางคนเขาทำดีที่สุดแล้วแต่ไม่มีโอกาสจริงๆ) แล้วเราพอมีกำลังแบ่งเบาได้ต้องไม่เบียดเบียนตัวเองนะครับ อย่าพยามใช้ tool “ 5W 1H” กับเขาเลยครับ ,พล่ามมากไปแล้วครับ ขอโทษที แล้วจะแวะมาใหม่นะครับ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ Fern on 5/16/2009 1:22 PM
คุณวรวุฒิคะ

ขอบคุณสาหรับคำแนะนำค่ะ ^^

จิตใจที่สงบมีผลดีกับเราจริงๆ แต่พอกลับมาเจอความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ก็เป็นบททดสอบสำคัญที่สำคัญทีเดียว..

วันหยุดนี้เป็นเด็กดีอยู่บ้านค่ะ (เพราะม่ะมี้เริ่มบ่นแล้ว...เที่ยวบ่อยเกิน 55)

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ Fern on 5/16/2009 1:35 PM
คุณตอ โต้งคะ

ขอบคุณสำหรับวิธี และสถานที่ที่น่าสนใจนะคะ ถ้ามีโอกาสจะขอหยิบยืมไปใช้ดูนะคะ

อ่อ...ขอต้อนรับ สมาชิกบล็อกคนใหม่ด้วยค่ะ ^^

แต่มีคำถามนิดนึงค่ะ 5W 1H คืออะไรอ่ะคะ??

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By Mr.he ha party on 5/16/2009 3:40 PM
สวัสดีครับน้องเฟิร์น พี่กำลังอยากจะแซวอยู่พอดี

หลังวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ หมดไปแล้วทำไมยังหายจากการติดต่อไปอีก

แล้วทำไมบล็อคมันถึงได้แปลกประหลาดพิศดารหล่ะครับน้องเฟิร์นจ๋า

หัวข้อก่อนหน้านี้ ขึ้นโชว์28comment เข้าไปหาอ่านไม่เจอ2commentท้ายสุดเพิ่งจะมาเห็นเมื่อกี๊ (เป็น2คอมเม้นท์ของน้องเฟิร์น)

นอกจากหายจากการติดต่อแล้วน้องเฟิร์นยังจะเล่นกลสอนแอบอีก ทำให้ งง!!! 555

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By [v] on 5/17/2009 9:44 AM
สวัสดีครับ มี 2 เรื่องครับ
1.อนุโมทนาด้วยนะครับ
2.ชอบช่วง Money Forum มาก อยากให้มีทำเป็น clip conner
รบกวน Mj Fern ช่วยบอกฝ่าย IT ด้วยนะครับ จะขอบคุณมากๆ ได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ยิ่ง Clip TFEX เพิ่งได้ดูเมื่อวันเสาร์ อยากให้คนอื่นๆได้ดูด้วย ถ้าเป็นไปได้คลิปนี้น่าเอามาลงให้คนอื่นได้ดูย้อนหลังนะครับ แนะนำ







3.แถมครับ ประโยค"กันเลยทีเดียว" มีที่มาจากไหนครับ สังเกตว่าพอจบช่วงชอบตบท้ายด้วยคำนี้ เก๋ ดี และ จริงๆแล้วติดตาม Money channel มานานแล้ว ผมว่าคุณสวยขึ้นกว่าเทปแรกๆ นะครับ ^_^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By ตอโต้ง on 5/17/2009 1:37 PM
5 W 1Hสำหรับผมก็ , What ,When, Where, Who, Why and How ครับ…..อึงจะเอาไปทำอาราย ??? ,อึง จะเอามาคืนเมื่อราย ??? , อึง เอาไปใช้ที่หนาย ??? , ถ้าหามาคืนม่ายด้ายจะยืมใครมาคืน?? ,ทำมายต้องเป็นตูด้วย ??? แล้วสุดท้าย จะให้ดอกเท่าไหร่เหรอ ??? , ....อากาศดีมากฝนตกแต่เราอยู่บ้านทำสิ่งที่ตั้งใจไว้เรียบร้อยแล้ว ดีจริงจริงครับวันนี้

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By ปริญญา (คุณญา) on 5/18/2009 2:46 AM
อนุโมธนา ด้วยนะครับ ขอให้ผลบุญ การปฏิบัติธรรม ครั้งนี้ ส่งผลให้ สวย รวย ฉลาด ทั้งชาตินี้และชาติหน้าตลอดไปนะครับคุณเฟริน

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/19/2009 10:52 AM
ขอโทษที่ไม่ได้ตอบเลยนะคะ

Mr.he ha party ...

แซวตลอดเลยนะคะ ความแปลกประหลาดของบล็อคเฟิร์นน่าจะน้อยกว่าพี่ๆ MJ คนอื่น เพราะว่ามีคนเข้ามาเม้นท์น้อยกว่าค่ะ

แต่ทางผู้ดูแลระบบก็ดำเนินการจัดสรรให้แล้ว

แหม...ยังอุตส่าห์หาอีก 2 เม้นท์เจอนะคะนี่...แปลว่าตั้งใจจริง 555

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/19/2009 11:01 AM
คุณ [v]

1.ขอบคุณเช่นกันค่ะ สาธุ!! (อนุโมทนาแล้วเฟิร์นต้องสาธุใช่มั้ยคะ??)
2.ช่วง Money Forum หลายคนก็ส่งเมลล์มาอยากให้มี clip corner เหมือนกันค่ะ เฟิร์นได้ลองคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่คงต้องรอปรึกษาหลายๆคนดูก่อน ...ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ ถ้ามีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ
3.คำว่า "กันเลยทีเดียว" เข้าใจว่ามาจากรายการ M-society นะคะ เป็นคำที่พี่ต้อมและน้องเจี๊ยบ (ผู้ดูแลเนื้อหารายการนี้) คิดมาค่ะ ต้องให้เครดิตเค้าด้วย

ปล.ขอบคุณสำหรับคำชมและคำแนะนำมากๆค่ะ ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/19/2009 11:04 AM
คุณตอโต้ง คะ

ขอบคุณสำหรับคำอธิบายค่ะ เฟิร์นนึกว่าเป็นศัพท์เฉพาะซะอีก ^^

อากาศดีจริงๆค่ะช่วงนี้ เฟิร์นชอบหน้าฝนด้วย..ชอบกลิ่นดิน 555

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/19/2009 11:05 AM
คุณญาคะ

แหม...ขอผลบุญให้เฟิร์นซะเยอะขนาดนี้ ต้องขอบคุณมากๆค่ะ
คุณญาก็เช่นกันนะคะ ขอให้สมหวังในทุกๆอย่างค่ะ ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By คุณญา on 5/19/2009 11:07 AM
เช่นกันครับ คุณเฟริน เดี๋ยววันหลังจะแนะนำเรือ่งปฏิบัติธรรมให้นะครับ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By เจี๊ยบแฟนคลับฯ on 5/19/2009 2:38 PM
อยากไปบ้างอ่ะค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/19/2009 2:39 PM
ดีเลยค่ะ พี่มะเหมี่ยวก็ชอบเรื่องทำบุญเช่นกันนะคะ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/19/2009 2:41 PM
เอ...คุณเจี๊ยบ อยากไปปฏิบัติธรรมด้วยหรอคะ


Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By ลูกค้า VIP on 5/19/2009 2:57 PM
คิดถึงมะเหมี่ยวจะขาดใจ ช่วยตามหามะเหมี่ยวให้หน่อยครับ!! น้องเฟิร์น

ตอนนี้เป็นโรคขาดความสุขมากมาย กะจะเหมาหนังสือมะเหมี่ยวให้หมด!!!

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By fan fern and ma on 5/19/2009 3:37 PM
Pls check where is k. ma? Her blog still had not been corrected and
she did not come into her blog. Thank you k. fern.

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/20/2009 11:45 AM
ถึงแฟนคลับพี่มะทุกๆคน

วันนี้พี่มะเหมี่ยวจะ update blog ใหม่แล้วค่ะ
เข้าไป say hi กันได้เต็มที่ ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By .~*MeeniE*~. on 5/20/2009 3:09 PM
น่าไปจังเลยนะคะคุนเฟิร์น

ไว้วันหลังคุนมีนขอไปด้วยคนนะคะ

คุนมีนจะติดตามผลงานต่อไปนะคะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By voravut on 5/20/2009 3:50 PM
พี่มะจะอัพเดทบล็อควันนี้

แล้วน้องเฟิร์นจะอัพเดทบล็อควันใหนหนอ
เป็นงัย...?????
เจอความวุ่นวายหลายวันแล้ว
จิตใจที่สงบมาช่วยได้แคใหนเอ่ย....^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/20/2009 5:11 PM
คุณเพื่อน MeeniE คะ

ไปเที่ยวกาญเดือนหน้ากับ the gang ก็ดันติดงานซะงั้น....
แล้วจะยังไงล่ะนี่???


แหม..อุตส่าห์แวะมาแซวถึงถิ่นเลยนะคุณเพื่อน 555

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/20/2009 5:13 PM
มาตอบคุณ วรวุฒิ บ้างดีกว่า

ถามแบบนี้ แย่เลยนะคะนี่ 555
คงเร็วๆนี่ล่ะค่ะ ความวุ่นวายนี้มากมายจริงๆค่ะ

จิตใจที่สงบช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้างค่ะ เพราะบางครั้ง...เราก็ยอมให้อารมณ์อยู่เหนือจิตใจ

-.-' ไม่ดีเลย!!

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By fan fern on 5/22/2009 10:54 PM
K. Fern where are you?
Where will you go this weekend?

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/25/2009 1:30 PM
วันหยุดนี้พักผ่อนเต็มที่เลยค่ะ ^^

หวังว่าทุกคนคงได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เช่นกันนะคะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By fan fern on 5/29/2009 4:05 PM
K. Fern
Where are you? Today many MJs take leave. You must be very tired.
Will Khun Patiporn come back to FKH? We miss her!
Where will you go this weekend?
Have a wonderful weekend.
BTW, where did you graduate?

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 5/29/2009 5:48 PM
วันนี้เฟิร์นไม่ได้ลา เหมือนพี่จ้า, พี่แบงค์ และพี่มะค่ะ

ส่วนพี่หน่อยทราบถึงความคิดถึงจากแฟนๆดีค่ะ เพราะเหล่า MJ คอยบอกพี่หน่อยเสมอๆ ^^ ซึ่งงานใหม่ก็ค่อนข้างหนักพอตัว ส่วนโอกาสกลับมา..คงต้องให้พี่หน่อยมาช่วยตอบนะคะ

สำหรับสัปดาห์นี้เฟิร์นได้บัตร concert มาค่ะ เลยว่าจะไปดูกับเพื่อนๆซะหน่อย
และขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ ..ขอให้มีความสุขในช่วงวันหยุดนี้เช่นกัน

สำหรับคำถามสุดท้าย เฟิร์นจบเศรษฐศาสตร์ จากมศว ค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By fan fern on 5/29/2009 11:14 PM
Thank you very much for your reply.

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ Fern on 5/31/2009 9:37 AM
ด้วยความยินดีค่ะ ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นี่ก็ดีครับ on 6/5/2009 9:44 PM
นิวรณ์ คือสิ่งที่ขวางกั้นจิตทำให้สมาธิไม่อาจเกิดขึ้นได้ มี 5 อย่างคือ

กามฉันทะ คือความยินดี พอใจ เพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ ได้แก่ ความยินดี พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัสทางกาย) อันน่ายินดี น่ารักใคร่พอใจ รวมทั้งความคิดอันเกี่ยวเนื่องด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนั้น (คำว่ากามในทางธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเท่านั้น)

พยาปาทะ คือ ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ

ถีนมิทธะ แยกเป็นถีนะคือความหดหู่ท้อถอย และมิทธะคือความง่วงเหงาหาวนอน
ถีนะและมิทธะนั้นมีอาการแสดงออกที่คล้ายกันมาก คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึมเหมือนกัน แต่มีสาเหตุที่ต่างกันคือ ถีนะเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เกิดจากการปรุงแต่งของจิต ทำให้เกิดความย่อท้อ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังที่จะทำความเพียรต่อไป ส่วนมิทธะนั้นเกิดจากความเมื่อยล้าอ่อนเพลียของร่างกาย หรือจิตใจจริง ๆ เนื่องจากตรากตรำมามาก หรือขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่มากเกินไป มิทธะนี้ไม่จัดเป็นกิเลส (พระอรหันต์ไม่มีถีนะแล้ว แต่ยังมีมิทธะได้เป็นบางครั้ง)

อุทธัจจกุกกุจจะ แยกเป็นอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านของจิต และกุกกุจจะคือความรำคาญใจ อุทธัจจะนั้นคือการที่จิตไม่สามารถยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน จึงเกิดอาการฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยไปเรื่องนั้นที เรื่องนี้ที ส่วนกุกกุจจะนั้นเกิดจากความกังวลใจ หรือไม่สบายใจถึงอกุศลที่ได้ทำไปแล้วในอดีต ว่าไม่น่าทำไปอย่างนั้นเลย หรือบุญกุศลต่างๆ ที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ ว่าน่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่อาจมุ่งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึ้น

นิวรณ์ทั้ง 5 ตัวนี้ มีเฉพาะอุทธัจจะเท่านั้นที่เกิดขึ้นตัวเดียวได้ ส่วนนิวรณ์ตัวอื่น ๆ นอกนั้น เมื่อเกิดจะเกิดขึ้นร่วมกับอุทธัจจะเสมอ

นิวรณ์ทั้ง5 เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำสมาธิ ถ้านิวรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง หรือหลายตัวเกิดขึ้น สมาธิก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย แต่นิวรณ์ทั้ง 5 นี้ไม่เป็นตัวขวางกั้นวิปัสสนาเลย ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่วิปัสสนาอีกด้วย เพราะวิปัสสนานั้นเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ไม่ว่าขณะนั้นอะไรจะเกิดขึ้น ก็เป็นประโยชน์ให้เรียนรู้ได้เสมอ นิวรณ์ทั้ง 5 นี้ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ ของจิตที่เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่อยู่ในอำนาจ ของจิตเช่นกัน


๏ วิธีแก้ไขนิวรณ์ 5

เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นมีวิธีแก้ดังนี้คือ

1.) กามฉันทะ แก้ได้หลายวิธีตามลักษณะของกามฉันทะที่เกิดขึ้น ดังนี้

พิจารณาถึงความจริงที่ว่ากามคุณทั้งหลายนั้นมีสุขน้อยมีทุกข์มาก คือให้ความสุขในช่วงที่ได้มาใหม่ ๆ ซึ่งเป็นเสมือนเหยื่อล่อให้ติด ครั้นเมื่อติดในสิ่งนั้น ๆ แล้ว ความทุกข์ทั้งหลายก็จะตามมา ถ้ายิ่งถูกใจมากเท่าใด ก็จะยิ่งนำความทุกข์มาให้มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทุกข์จากการแสวงหาเพื่อให้ได้มากยิ่งขึ้น ทุกข์จากการพยายามรักษาสิ่งนั้นเอาไว้ ทุกข์จากความหวงแหน ความกลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งนั้นไป และเมื่อต้องสูญเสียสิ่งนั้นไป ก็จะยิ่งเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเราทั้งหลายล้วนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

พิจารณาถึงความที่สิ่งทั้งหลายมีความแปรปรวนไปตลอดเวลา สิ่งที่ให้ความสุขในวันนี้ ก็อาจจะนำความทุกข์มาให้ได้ในวันข้างหน้า เช่น คนที่ทำดีกับเราในวันนี้ ต่อไปถ้าเขาเบื่อ หรือไม่พอใจอะไรเราขึ้นมา เขาก็อาจจะร้ายกับเราอย่างมากก็ได้

พิจารณาถึงความเป็นอสุภะ คือเป็นของไม่สวยไม่งาม เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ร่างกายที่เห็นว่าสวยงามในตอนนี้ จะคงสภาพอยู่ได้นานสักเท่าใด พอแก่ตัวขึ้นก็ย่อมจะหย่อนยาน เหี่ยวย่นไม่น่าดู ถึงแม้ในตอนนี้เอง ก็เต็มไปด้วยของสกปรกไปทั้งตัว ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า (ไม่เชื่อก็ลองไม่อาบน้ำดูสักวันสองวันก็จะรู้เอง) ลองพิจารณาดูเถิด ว่ามีส่วนไหนที่ไม่ต้องคอยทำความสะอาดบ้าง และถ้าถึงเวลาที่กลายสภาพเป็นเพียงซากศพแล้วจะขนาดไหน

พิจารณาถึงคุณของการออกจากกาม หรือประโยชน์ของสมาธิ เช่น

เป็นความสุขที่ประณีต ละเอียดอ่อน เบาสบายไม่หนักอึ้งเหมือนกาม คนที่ได้สัมผัสกับความสุขจากสมาธิสักครั้ง ก็จะรู้ได้เองว่าเหนือกว่าความสุขจากกามมากเพียงใด

เป็นความสุขที่ไม่ต้องแสวงหาจากภายนอก เพราะเกิดจากความสงบภายใน จึงไม่ต้องมีการแย่งชิง ไม่ต้องยื้อแย่งแข่งขัน ไม่ต้องกลัวถูกลักขโมย

เป็นความสุขที่ไม่ต้องมีวัตถุใดๆ มาเป็นเครื่องล่อ จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

2.) พยาปาทะ มีวิธีแก้ดังนี้

มองโลกในแง่ดีให้เห็นว่าคนที่ทำให้เราไม่พอใจนั้น เขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก เขาคงทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเข้าใจผิด หรือถูกเหตุการณ์บังคับ ถ้าเขารู้หรือเลือกได้เขาคงไม่ทำอย่างนั้น

คิดถึงหลักความจริงที่ว่า คนเราเมื่ออยู่ใกล้กัน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถูกใจคนอื่น ได้เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว เพราะคงไม่มีใครสามารถทำให้ถูกใจคนอื่นได้ตลอดเวลา แม้ตัวเราเองก็ยังเคยทำให้คนอื่นไม่พอใจเช่นกัน เพราะฉะนั้น เมื่อคนอื่นทำไม่ถูกใจเราบ้าง ก็ย่อมจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ควรจะถือโทษโกรธกันให้เป็นทุกข์กันไปเปล่าๆ

พิจารณาถึงคุณของการให้อภัย ว่าอภัยทานนั้นเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นการทำบุญโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

คิดเสียว่าเป็นการฝึกจิตของตัวเราเองให้เข้มแข็งขึ้น โดยการพยายามเอาชนะใจตนเอง เอาชนะความโกรธ และขอบคุณผู้ที่ทำให้เราโกรธที่ให้โอกาสในการฝึกจิตแก่เรา ให้เราได้สร้างและเพิ่มพูนขันติบารมี

คิดถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของของตน ใครสร้างกรรมอันใดไว้ ย่อมต้องรับผลกรรมนั้นๆ สืบไป การที่เราเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดีในครั้งนี้ ก็คงเป็นเพราะกรรมเก่าที่เราได้ทำเอาไว้ สำหรับคนที่ทำไม่ดีกับเราในครั้งนี้นั้น เขาก็จะได้รับผลกรรมนั้นเองในวันข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ให้ความรู้สึกสงสารผู้ที่ทำไม่ดีกับเราในครั้งนี้ ว่าเขาไม่น่าทำอย่างนั้นเลย เพราะเมื่อเขาทำแล้ว ต่อไปเมื่อกรรมนั้นส่งผล เขาก็จะต้องเป็นทุกข์ทรมานเพราะกรรมนั้น

พิจารณาโทษของความโกรธ ว่าคนที่โกรธก็เหมือนกับจุดไฟเผาตัวเอง ทำให้ต้องเป็นทุกข์เร่าร้อน หน้าตาก็ไม่น่าดู แถมยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย เพราะฉะนั้นก็มีแต่คนโง่ กับคนบ้าเท่านั้นที่ผูกโกรธเอาไว้

แผ่เมตตาให้กับคนที่เราโกรธ ถ้าทำได้นอกจากจะดับทุกข์จากความโกรธได้แล้ว ยังทำให้มีความสุขจากการแผ่เมตตานั้นอีกด้วย และยังจะเป็นการพัฒนาจิตให้สูงขึ้นไปด้วย

3.) ถีนมิทธะ แยกเป็นถีนะคือความหดหู่ท้อถอยนั้นแก้โดย

พิจารณาถึงโทษของกามและคุณของสมาธิ เพื่อทำให้เกิดความเพียร ในการปฏิบัติให้พ้นจากโทษของกามเหล่านั้น

คบหากับคนที่มีความเพียร ฝักใฝ่ยินดีในการทำสมาธิ

หลีกเว้นจากคนที่ไม่ชอบทำสมาธิ หรือคนที่เบื่อหน่ายในสมาธิ

ส่วนมิทธะคือความง่วงเหงาหาวนอนนั้น มีวิธีแก้หลายวิธี ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระโมคคัลลานะ สรุปได้เป็นขั้นๆ ดังนี้

ในขณะที่เพ่งจิตในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ เพื่อทำสมาธิหรือวิปัสสนาก็ตาม แล้วเกิดความง่วงขึ้นมา ให้เพ่งสิ่งนั้นให้มาก หรือให้หนักแน่นขึ้นไปอีก ก็จะทำให้หายง่วงได้

ถ้ายังไม่หายง่วง ให้ตรึกตรอง พิจารณาธรรมที่ได้อ่าน หรือได้ฟัง ได้เรียนมาแล้ว โดยนึกในใจ

ถ้ายังไม่หายง่วงให้สาธยายธรรมที่ได้อ่าน ได้ฟัง หรือได้เรียนมาแล้ว คือให้พูดออกเสียงด้วย

ถ้ายังไม่หายง่วงให้ยอนช่องหูทั้งสองข้าง (เอานิ้วไชเข้าไปในรูหู) เอามือลูบตัว

ถ้ายังไม่หายง่วง ให้ลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ (คือให้มองไปทางโน้นทีทางนี้ที บิดคอไปมา)

ถ้ายังไม่หายง่วง ให้ทำในใจถึงอาโลกสัญญา (นึกถึงแสงสว่าง) ตั้งความสำคัญในกลางวัน ว่ากลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด (คือให้ทำความรู้สึกเหมือนกับว่า กลางคืนนั้นสว่างราวกับเป็นกลางวัน)

ถ้ายังไม่หายง่วง ให้เดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก (ควรเดินเร็วๆ ให้หายง่วง)

ถ้ายังไม่หายง่วงอีก ให้สำเร็จสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า (เหมือนพระพุทธรูปนอน) มีสติสัมปชัญญะ โดยบอกกับตัวเองว่า ทันทีที่รู้สึกตัวตื่นแล้ว จะรีบลุกขึ้นทันที ด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ

4.) อุทธัจจกุกกุจจะ แยกเป็นอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านของจิต แก้โดย
ใช้เทคนิคกลั้นลมหายใจ (เทคนิคนี้นอกจากจะใช้แก้ความฟุ้งซ่านได้แล้ว ยังใช้ในการแก้ความง่วงได้อีกด้วย) โดยการทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
เริ่มจากการหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุด โดยทำเหมือนถอนหายใจแรงๆ สัก 3 รอบ จากนั้นทำสิ่งต่อไปนี้พร้อมกันคือ ใช้ลิ้นดุนเพดานปากอย่างแรง หลับตาปี๋ เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และกล้ามเนื้อทั่วร่างกายให้มากที่สุด กลั้นลมหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับทำสมาธิ โดยกำหนดจิตไว้ที่การกลั้นลมหายใจนั้น เพิ่มความหนักแน่น หรือความถี่ของสิ่งที่ใช้ยึดจิตขึ้นไปอีก เพื่อให้สามารถประคองจิตได้ง่ายยิ่งขึ้น หรือลดโอกาสในการฟุ้งให้น้อยลง เช่น ถ้าตอนแรกใช้กำหนดลมหายใจเข้า/ออก โดยบริกรรมว่าพุทธ/โธ หรือ เข้า/ออก ซ้ำไปซ้ำมา ก็เปลี่ยนเป็นนับลมหายใจแทน โดยหายใจเข้านับ 1 ออกนับ 1 เข้า-2 ออก-2 ... จนถึง เข้า-10 ออก-10 แล้วเริ่มนับ 1 ใหม่ การนับนี้ให้ลากเสียง(ในใจ) ให้ยาวตั้งแต่เริ่มหายใจเข้าหรือออก จนกระทั่งสุดลมหายใจ เพื่อให้จิตเกาะติดกับเสียงนั้นไปตลอด

ถ้ายังไม่หายก็เปลี่ยนเป็น เข้า-1 ออก-2 เข้า-3 ออก-4 ...... เข้า-9 ออก-10 แล้วเริ่มนับ 1 ใหม่

ถ้ายังไม่หายอีกก็เปลี่ยนเป็นรอบแรกนับจาก 1จนถึง 10 (เหมือนครั้งที่แล้ว) รอบที่สองนับจาก 1 - 9 ลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือนับ 1 - 5 แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเป็น 1 - 6 ...... จนถึง 1 - 10 แล้วลดลงใหม่จนเหลือ 1 - 5 แล้วเพิ่มขึ้นจนถึง 1 - 10 กลับไปกลับมาเรื่อยๆ เพื่อให้ต้องเพิ่มความตั้งใจขึ้นอีก

ถ้ายังไม่หายอีกก็เปลี่ยนเป็นนับเลขอย่างเร็ว คือขณะหายใจเข้าแต่ละครั้งก็นับเลข 1,2,3,... อย่างรวดเร็วจนกว่าจะสุดลมหายใจ พอเริ่มหายใจออกก็เริ่มนับ 1,2,3,... ใหม่จนสุดลมหายใจเช่นกัน ทั้งนี้ไม่ต้องไปกำหนดว่าตอนหายใจเข้า/ออกแต่ละครั้งจะต้องนับได้ถึงเลขอะไร เช่น หายใจเข้าครั้งแรกอาจจะนับได้ถึง 12 พอหายใจออกอาจจะได้แค่ 10 หายใจเข้าครั้งต่อไปอาจจะได้แค่ 9 ก็ได้

*** ในการหายใจนั้นที่สำคัญคือให้หายใจให้เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด อย่าไปบังคับลมหายใจให้ยาวหรือสั้น บางขณะอาจหายใจยาว บางขณะอาจสั้นก็ปล่อยไปตามธรรมชาติของมัน เรามีหน้าที่เพียงแค่สังเกตดูเท่านั้น

*** ทำใจให้สบาย อย่ามุ่งมั่นมากเกินไปจนเครียด จะทำให้ฟุ้งซ่านหนักขึ้น ค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ แล้วจะดีขึ้นเอง อย่าหวัง อย่ากำหนดกฎเกณฑ์ว่าวันนี้จะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ปล่อยวางให้มากที่สุด ทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน คือเพียงแค่สังเกตว่าตอนนี้เป็นอย่างไรก็พอแล้ว อย่าคิดบังคับให้สมาธิเกิด ยิ่งบีบแน่นมันจะยิ่งทะลักออกมา ยิ่งฟุ้งไปกันใหญ่

*** ถ้านับเลขผิดให้เริ่มต้นนับ 1 ใหม่ แล้วดูว่าวันนี้จะนับได้มากที่สุดถึงแค่ไหน

*** เมื่อนับถี่ที่สุดถึงขั้นไหนแล้วเอาจิตให้อยู่ได้ก็หยุดอยู่แค่ขั้นนั้น พอฝึกจิตได้นิ่งพอสมควรแล้ว ก็ลองลดการนับไปใช้ขั้นที่เบาลงเรื่อยๆ จิตจะได้ประณีตขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนกุกกุจจะคือความรำคาญใจ นั้นแก้ได้โดย
พยายามปล่อยวางในสิ่งนั้นๆ โดยคิดว่าอดีตก็ผ่านไปแล้ว คิดมากไปก็เท่านั้น อนาคตก็ยังมาไม่ถึง เรามาทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า ตอนนี้เป็นเวลาทำกรรมฐาน เพราะฉะนั้นอย่างอื่นพักไว้ก่อน ยังไม่ถึงเวลาคิดเรื่องเหล่านั้น
ถ้าแก้ไม่หายจริงๆ ก็ไปจัดการเรื่องเหล่านั้นให้เรียบร้อย แล้วถึงกลับมาทำกรรมฐานใหม่ก็ได้

5.) วิจิกิจฉา แก้ได้โดย พยายามศึกษาหาความรู้ให้มากที่สุด
ถ้ายังไม่แน่ใจก็คิดว่าเราจะลองทางนี้ดูก่อน ถ้าถูกก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าผิดเราก็จะได้รู้ว่าผิด จะได้หายสงสัย แล้วจะได้พิจารณาหาทางอื่นที่ถูกได้ ยังไงก็ดีกว่ามัวแต่สงสัยอยู่ แล้วไม่ได้ลองทำอะไรเลย ซึ่งจะทำให้ต้องสงสัยตลอดไป


Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นี่ก็ดีครับ on 6/5/2009 9:45 PM
อสุภะ 10
คือการเพ่งซากศพชนิดต่างๆ มีข้อดีคือ ภาพจะติดตาได้ง่ายมาก และจะได้เตือนใจถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ประกอบด้วย

1.) ศพขึ้นอืด
2.) ศพที่เปลี่ยนสภาพเป็นสีเขียวคล้ำปนกับสีอื่นๆ
3.) ศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
4.) ศพที่ขาดเป็น 2 ท่อน
5.) ศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
6.) ศพที่ขาดกระจุยกระจาย มือ เท้า ศีรษะแยกขาดไปอยู่ข้างๆ
7.) ศพที่ถูกสับเป็นท่อนๆ กระจัดกระจาย
8.) ศพที่มีเลือดอาบ
9.) ศพที่ถูกหนอนชอนไชเต็มไปหมด
10.) ศพที่เหลือแต่กระดูก

อนุสติ 10 ประกอบด้วย

1.) พุทธานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
2.) ธัมมานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระธรรม ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
3.) สังฆานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์ ด้วยความรู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา
4.) สีลานุสติ คือการระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลของตนเอง ด้วยความอิ่มเอิบใจ พร้อมด้วยการพิจารณาถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับจากความบริสุทธิ์ของศีลนั้น
5.) จาคานุสติ คือการระลึกถึงการให้ทานที่ตนได้ทำไปแล้ว ด้วยความอิ่มเอิบใจ พร้อมด้วยการพิจารณาถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการให้ทานนั้น
6.) เทวตานุสติ คือการพิจารณาถึงบุญกุศลต่างๆ ที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา แล้วระลึกถึงบุญกุศลต่างๆ ที่ตนได้ทำไว้แล้ว อันจะส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทวดา
7.) มรณานุสติ คือการระลึกถึงความตายที่ต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา โดยไม่รู้ว่าจะช้าหรือเร็วเท่าใด จะได้ไม่ประมาทในการรีบทำบุญกุศลต่างๆ รวมทั้งมีความเพียรในการทำกรรมฐาน คือสมาธิ และวิปัสสนา เพื่อให้พร้อมสำหรับความตาย
8.) กายคตาสติ คือการพิจารณาถึงร่างกายว่าประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เช่น ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง, เนื้อ, เอ็น, กระดูก ฯลฯ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด น่าเกลียด ไม่สวยงาม เป็นที่เกิดของโรคนานาชนิด ไม่น่ารักน่าใคร่ เพื่อไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในกาย
9.) อานาปานสติ คือการเพ่งลมหายใจเข้าออก
10.) อุปสมานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระนิพพาน

อัปปมัญญา 4 คือ การแผ่ความรู้สึกออกไปโดยไม่มีประมาณ ประกอบด้วย

1.) เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
2.) กรุณา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
3.) มุทิตา คือความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุข
4.) อุเบกขา คือความรู้สึกที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความสุขความทุกข์ของผู้อื่น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม จึงทำลายความยินดียินร้าย ความชอบความชังลงได้ วางจิตให้เป็นกลาง ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่กระเพื่อมหวั่นไหว สงบนิ่งอยู่

อื่นๆ อีก 2 อย่างคือ

1.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือการพิจารณาถึงความเป็นปฏิกูล น่ารังเกียจ ของอาหารที่รับประทานเข้าไป พิจารณาถึงการแปรสภาพของอาหาร ตั้งแต่ถูกเคี้ยว คลุกเคล้ากับน้ำลายอยู่ในปาก ผ่านไปยังกระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ จนกระทั่งออกมาจากร่างกายอีกครั้ง ด้วยสภาพที่บูดเน่า น่ารังเกียจ เพื่อประโยชน์ในการไม่ติดในรสอาหาร รวมถึงป้องกันกิเลสตัวอื่นๆ ที่จะเกิดจากอาหาร
2.) จตุธาตุววัฏฐาน คือการพิจารณาร่างกายของตนว่าเป็นเพียงธาตุ 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม เท่านั้น ปราศจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เพื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่น

อรูปสมาบัติ 4 คือ การใช้สิ่งที่ไม่ใช่รูปธรรมเป็นเครื่องยึดจิต เป็นสมาธิขั้นสูงกว่าขั้นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด (ซึ่งเป็นรูปสมาบัติ) ประกอบด้วย

1.) อากาสานัญจายตนะ คือการเพ่งช่องว่างที่กว้างใหญ่หาที่สุดไม่ได้ ซึ่งเกิดจากการเพิกรูปธรรม (เช่น นิมิตต่างๆ ที่ใช้ยึดจิตในรูปสมาบัติ) ออกไป ในชั้นอรูปสมาบัตินี้ จะพ้นจากความยินดีพอใจในรูปธรรมทั้งปวง ยินดีพอใจเฉพาะในนามธรรมเท่านั้น
2.) วิญญาณัญจายตนะ คือการเพ่ง หรือทำความรู้สึกไปที่วิญญาณหรือจิต ที่แผ่ออกไปรับรู้ความรู้สึกในช่องว่างที่กว้างใหญ่ไพศาลในขั้นอากาสานัญจายตนะนั้น จิตจะละเอียด ประณีตกว่าอากาสานัญจายตนะ
3.) อากิญจัญญายตนะ คือการทำความรู้สึกถึงความไม่มีอะไรเลย หลังจากเพิกวิญญาณัญจายตนะออกไป จิตจึงละเอียดประณีตขึ้นไปอีก
4.) เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือความรู้สึกที่เหลืออยู่น้อยมาก จนแทบไม่รู้สึกตัวเลย หลังจากเพิกความรู้สึกในอากิญจัญญายตนะออกไป เป็นจิตที่ละเอียด ประณีตที่สุดที่ปุถุชน โสดาบัน และสกทาคามีบุคคลจะทำได้
(อนาคามีบุคคล และพระอรหันต์จะทำได้ถึงขั้นหมดความรู้สึกตัวอย่างสิ้นเชิง ที่เรียกว่านิโรธสมาบัติ หรือสัญญาเวทยิตนิโรธ


Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By MJ เฟิร์น on 6/12/2009 4:34 PM
เพิ่งเข้ามาดูบล็อกย้อนหลังวันนี้
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ อนุโมธนาบุญด้วยค่ะ ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By Tame_ECON_Ten on 6/29/2009 10:03 AM
^
^
^
เอ่อ... อนุโมทนา เค้าใช้ ท.ทหาร สะกดนะเฟิร์น แก้ไขนิดนึง ^^

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By พัฒนา on 7/17/2009 10:38 AM
กฏธรรมชาติ ของมนุษย์ คือ เมื่อคุณ สร้าง เวร คุณ ต้องพร้อมจะรับ กรรม ถ้าจะไม่ให้มีเวรกรรม เกิดขึ้น คือ การหยุดนีง

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By พัฒนา on 7/17/2009 11:00 AM
กฏธรรมชาติ ของมนุษย์ คือ เมื่อคุณ สร้าง เวร คุณ ต้องพร้อมจะรับ กรรม ถ้าจะไม่ให้มีเวรกรรม เกิดขึ้น คือ การหยุดนีง

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By ทำบุญ on 10/17/2009 7:01 AM
เยี่ยมมากครับ ผมเคยไปฟังท่านเทศน์มา ท่านเทศน์ได้ดีมากประทับใจ ต้องการข้อมูลเพิ่ม แวะดูที่เว็บ ทำบุญวันเกิด ได้ครับ มีเนื้อหาเยอะเกี่ยวกับเรื่องบุญ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By บุณยาพร คำภาเมือง on 4/21/2010 9:12 PM
ดิฉันมีความตั้งใจจะพาลูกชาย(๙ ขวบ)และหลานชาย(๑๘ ปี)ไปถือศีลที่วัดอัมพวันเพื่อปลูกฝังสิ่งดี ๆ และขอให้ธรรมมะขัดเกลาจิตใจ ให้ลูกและหลานเป็นคนดีในอนาคต แต่ดิฉันไม่สามารถติดต่อกับทางวัดได้เลย ใครก็ได้ช่วยดิฉันด้วย ดิฉันเคยได้ยินแต่ชื่อวัดอัมพวัน หลวงพ่อจรัญฯ แต่ไม่เคยไปที่วัดเลย ดิฉันอยู่เกาะสมุยค่ะ จะเดินทางออกจากเกาะวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ เพราะหาข้อมูลมาได้ว่าทางวัดจะรับคนที่จะถือศีลในวันโกน ใครก็ได้ช่วยให้ข้อมูลดิฉันด้วยว่าดิฉันจะติดต่อกับทางวัดได้อย่างไร ดิฉันมีเบอร์โทรของทางวัด ๓ หมายเลขแล้ว ดิฉันโทรติดแต่ไม่มีคนรับสายเลยค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By บุณยาพร คำภาเมือง on 4/21/2010 9:15 PM
ดิฉันมีความตั้งใจจะพาลูกชาย(๙ ขวบ)และหลานชาย(๑๘ ปี)ไปถือศีลที่วัดอัมพวันเพื่อปลูกฝังสิ่งดี ๆ และขอให้ธรรมมะขัดเกลาจิตใจ ให้ลูกและหลานเป็นคนดีในอนาคต แต่ดิฉันไม่สามารถติดต่อกับทางวัดได้เลย ใครก็ได้ช่วยดิฉันด้วย ดิฉันเคยได้ยินแต่ชื่อวัดอัมพวัน หลวงพ่อจรัญฯ แต่ไม่เคยไปที่วัดเลย ดิฉันอยู่เกาะสมุยค่ะ จะเดินทางออกจากเกาะวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ เพราะหาข้อมูลมาได้ว่าทางวัดจะรับคนที่จะถือศีลในวันโกน ใครก็ได้ช่วยให้ข้อมูลดิฉันด้วยว่าดิฉันจะติดต่อกับทางวัดได้อย่างไร ดิฉันมีเบอร์โทรของทางวัด ๓ หมายเลขแล้ว ดิฉันโทรติดแต่ไม่มีคนรับสายเลยค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By เจี๊ยบ on 5/15/2010 3:55 PM
คุณ บุณยาพร
ลองโทรเบอร์นี้ดูน่ะค่ะ โทร. ๐-๓๖๕๙-๙๓๘๑ สำหรับการเข้าปฏิบัติธรรมแบบ ๓ วัน สามารถไปลงทะเบียนได้ที่วัด ทุกวันศุกร์ ก่อน ๔ โมงเย็น และจะลาศีล (กลับบ้าน) ก่อนบ่ายของวันอาทิตย์ (อาจจะเป็นเสาร์ช่วงเย็น อาทิตย์ช่วงเช้า แล้วแต่เจ้าหน้าที่จะดูความเหมาะสม)
สำหรับการเข้าปฏิบัติธรรมแบบ ๗ วัน ก็จะสามารถไปลงทะเบียนได้ที่วัด ทุกวันโกนก่อน ๔ โมงเย็นเช่นกัน และลาศีลในวันโกนถัดไป (วันโกนคือวัน ก่อนวันพระ ๑ วัน)

หรือเข้าดูที่เว็บไซต์ http://jarun.org/v6/th/dhamma-course.html หรือ
http://www.jarun.org/v6/th/home.html

ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By เจี๊ยบ on 5/15/2010 3:57 PM
ต้องขอโทษด้วยค่ะที่ตอบช้า เพิ่งเข้ามาดู

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By เจี๊ยบ on 5/15/2010 3:57 PM
ต้องขอโทษด้วยค่ะที่ตอบช้า เพิ่งเข้ามาดู

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นัฐ on 9/19/2010 5:21 PM
เคยไปปฏิบัติมาอยู่ 7 วัน เราได้อะไรมากมายในชีวิต ก็ทำให้เราเข้าใจตัวเองและการดำเนินชีวิตมากขึ้น ก็กลับมาปฏิบัติต่อ เดิน 1 ชมใ นั่ง 1 ชม ทำให้ได้รู้ทั้งภายในและภายนอกการต่าง ๆ และการแผ่เมตตาให้กับคนและสัตว์ทั้งหลาย

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นัฐ on 9/19/2010 5:22 PM
เคยไปปฏิบัติมาอยู่ 7 วัน เราได้อะไรมากมายในชีวิต ก็ทำให้เราเข้าใจตัวเองและการดำเนินชีวิตมากขึ้น ก็กลับมาปฏิบัติต่อ เดิน 1 ชมใ นั่ง 1 ชม ทำให้ได้รู้ทั้งภายในและภายนอกการต่าง ๆ และการแผ่เมตตาให้กับคนและสัตว์ทั้งหลาย

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นัฐ on 9/19/2010 5:28 PM
ผมได้ปฏบัติตั้งแต่วันที่เข้ารับอบรม 7 วันมาก็ปฏิบัติต่อที่บ้านทำทุกวันตอนเช้า ได้ประสพการณ์มากมายทุก ๆ วันครับ เครื่องของกิเลสมีอยู่ทุกวันที่พร้อมต่อสู้กับเรา และการเกิดเวทนาต่าง ๆ อย่างกิเลส เช่น เหมื่อนมีอะไรมาเดินในหูของเราบ้าง จะเข้าหูเราบ้าง และเหมือนมีตัวหนอนมาเดินที่ตัว ใบหน้า ก็มี สิ่งที่ผ่านมา ก็ปฏิบัติอยู่ทุกวันแปลกอีกเรื่องก็คือเวลาปฏบัติจะเห็นแต่หน้าพ่อ ตลอด แผ่เมตตานั้นขนลุกขนพองทั้งตัวและสวดไปร้องให้ไปครับจนแผ่เมตตาจบน้ำตาใหลมากครับ ผมคิดว่าผมได้ปฏิบัติมาถูกทางครับ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By นัฐ on 9/19/2010 5:29 PM
ผมได้ปฏบัติตั้งแต่วันที่เข้ารับอบรม 7 วันมาก็ปฏิบัติต่อที่บ้านทำทุกวันตอนเช้า ได้ประสพการณ์มากมายทุก ๆ วันครับ เครื่องของกิเลสมีอยู่ทุกวันที่พร้อมต่อสู้กับเรา และการเกิดเวทนาต่าง ๆ อย่างกิเลส เช่น เหมื่อนมีอะไรมาเดินในหูของเราบ้าง จะเข้าหูเราบ้าง และเหมือนมีตัวหนอนมาเดินที่ตัว ใบหน้า ก็มี สิ่งที่ผ่านมา ก็ปฏิบัติอยู่ทุกวันแปลกอีกเรื่องก็คือเวลาปฏบัติจะเห็นแต่หน้าพ่อ ตลอด แผ่เมตตานั้นขนลุกขนพองทั้งตัวและสวดไปร้องให้ไปครับจนแผ่เมตตาจบน้ำตาใหลมากครับ ผมคิดว่าผมได้ปฏิบัติมาถูกทางครับ

Re: วัดอัมพวัน…3 วัน กับคนเกือบ 4 พันคน ^^    By ptik_w@hotmail.com on 6/1/2011 1:44 PM
อนุโมทนา สาธุ
ข้อแนะนำ....
1.ให้ตั้งใจปฏิบัติ......
2.ศึกษาเพิ่มเติม จากเว็บhttp://www.jarun.org/80/home.html
คูณมีบุญน๊ะ ที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งวิเศษสุดนี้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเราชาวพุทธ


Your name:
Comment:
Add Comment   Cancel 

  
1. ค้นหาความสำเร็จ วางแผนการลงทุน กับ MJ เฟิร์น





 Blog Archive





 Web Link






 
Copyright © 2006 Family Know-how Co.,Ltd. All right Reserved.