Profile



ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล
kobsakp@gmail.com
รายการ : Money Insight





 Photo







 Blog Link



  • Blog
  • Photo
  • VDO Clips
There are no categories in this blog.
Location: BlogsKobsak    
Posted by: kobsak 3/25/2009 12:06 PM


ประเด็นสำคัญที่เป็นที่จับตามองของทุกคนช่วงนี้ คือ แผนการล้างหนี้เสียของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ได้ประกาศออกมาเมื่อคืนวันจันทร์ ว่าแผนดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหา Toxic Assets ในสถาบันการเงินสหรัฐ และนำไปสู่การปล่อยสินเชื่ออีกครั้งหนึ่งหรือไม่

• วันนี้ผมขอพูดคุยในรายละเอียด โดยเพิ่มเติมในมุมมองต่างๆ และรวมทั้งข้อวิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินสำคัญๆ ในประเด็นนี้ เพราะเรื่องนี้เรียกง่ายๆ ว่า เป็นหนึ่งในหัวใจที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ จะแก้จบไม่จบก็ตรงนี้เป็นสำคัญ

• ซึ่งครั้งนี้ เรียกว่า ดีกว่ารอบก่อนมาก นักลงทุนตอบรับดีมาก แต่ผมไม่อยากให้ทุกคนใช้การที่หุ้นขึ้น 500 จุด หรือ 6.8% หลังจากมีการประกาศแผนนี้ออกมา เป็นตัวตัดสินบอกว่าแผนนี้ เป็นแผนที่ดี หรือจะประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่หุ้นตก 300 จุดเป็นตัวบอกว่าแผนของคุณ Timothy Geithner รัฐมนตรีคลัง จะไม่ประสบความสำเร็จ


ทำไมไม่ควรที่ด่วนตัดสินจากการที่หุ้นขึ้นเท่านั้น

• ผมว่ามีสาเหตุ 2 ประการ

o ประการแรก ที่หุ้นขึ้นอาจจะมาจากการที่นักลงทุนมองว่า แผนที่ประกาศออกมานี้ รัฐบาลนับว่าใจดีมาก โดยรัฐบาลเข้ามาช่วยแบกรับภาระหนี้เสียแทนผู้ถือหุ้นและนักลงทุน เรียกว่าเอาตัวเข้ามาเป็นฟูก ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้ารัฐบาลเพียงประกาศว่าหนี้เสียทั้งหมดของสถาบันการเงินเช่น Citigroup หรือ Bank of America รัฐบาลจะรับทั้งหมด หุ้นของ Citigroup และ Bank of America ก็จะปรับเพิ่มขึ้นมากเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์ ที่ขึ้นเพราะเห็นว่ารัฐจะเข้ามารับภาระแทน แต่ไม่ได้หมายความว่าแผนจะสำเร็จ

o ประการที่ 2 หุ้นขึ้นได้ก็ลงได้ และใน 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ก็มีตัวอย่างของการที่หุ้นขึ้นไปมากๆ เช่นนี้ หลายครั้งหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ย หรือหลังจากการผ่านงบประมาณเพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงิน หุ้นขึ้น แล้วก็ลง เมื่อวานนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

o ตรงนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความใจดีของรัฐบาลสหรัฐ ผมขอเล่าถึงรายละเอียดของแผนของคุณ Geithner

• แผนของ Geithner ประกอบด้วยโครงการในการเข้าไปซื้อ Toxic Assets ทั้งในส่วนที่เป็น (1) หนี้เสีย ที่อยู่ในธนาคารพาณิชย์ และ (2) ตราสารเสีย ในตลาดทุน ที่ตอนนี้อยู่ในกองทุนต่างๆ เช่นกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และบริษัทประกันภัย เป็นต้น

• ที่ต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็เพราะว่า ธนาคารพาณิชย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบการเงินสหรัฐเท่านั้น ปัญหาส่วนที่สำคัญ อยู่ที่ตลาดทุนซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านเครื่องมือทางการเงินจำพวก Securization รวมถึง CDOs เป็นต้น

• ซึ่งการเข้าไปซื้อหนี้และตราสารเหล่านี้ จะเป็นการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน (PPP) โดย

o ภาครัฐจะลงเงินกับภาคเอกชนคนละครึ่ง เพื่อเป็นกองทุน

o หลังจากนั้น สถาบันประกันเงินฝากของสหรัฐ (FDIC) จะเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินในสัดส่วน 6 ดอลลาร์ต่อเงินทุน 1 ดอลลาร์ ในการเข้าซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงิน คือถ้าลองคำนวณดูแล้ว
หนี้เสีย 100 ดอลลาร์ ต้องหาเงินทุนมาเอง 15 ดอลลาร์ แล้ว FDIC จะหาเงินมาให้กู้ประมาณ 85 ดอลลาร์

o รัฐและเอกชน จะแบ่งกำไร และร่วมกันขาดทุน

o ในส่วนของตราสารที่มีปัญหาในตลาดทุน ก็คล้ายๆ กัน รัฐและเอกชนจะร่วมลงทุนกัน โดยรัฐจะหาเงินกู้ยืมมาให้เพิ่มเติมจากทุนที่ลงขันกัน


ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย หลักการสำคัญคืออะไร

• หลักการสำคัญของโครงการนี้ มีอยู่ 3 ข้อ

o หลักข้อแรก คือ การใช้เม็ดเงินช่วยเหลือภาครัฐที่มี ให้ได้ผลสูงที่สุด เพราะถ้าเอาเงินที่เหลือจากโครงการช่วยเหลือสถาบันการเงิน (TARP) ประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ ไปซื้อหนี้เสียแบบซื่อๆ ตรงๆ ก็จะซื้อได้เพียง 100,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ถ้าทำวิธีนี้ เงินลงทุนจากภาครัฐ 75,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับเงินลงทุนจากภาคเอกชน และเงินที่จะกู้ยืมจาก FDIC ก็จะสามารถเอาไปซื้อหนี้เสียในระบบถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ เรียกว่าสามารถใช้เงินที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยให้เกิดผลมาก

o หลักข้อที่ 2 คือ ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วย โดยภาคเอกชนจะเป็นคนเลือกว่า จะลงทุนในหนี้เสียหรือตราสารอะไร โดยภาคเอกชนจะร่วมกำไรและขาดทุนกับทางรัฐบาล ซึ่งตรงนี้เพื่อแก้ไขปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐมีเงิน แต่ไม่รู้ว่าจะไปลงทุนอะไรดี ก็เอาเงินที่มีไปร่วมลงทุนกับเอกชน ในลักษณะ Matching Fund เพื่อให้ได้โครงการที่ดี

o หลังจากมีคนร่วมลงทุนแล้ว ปัญหาที่ต้องระวังคืออาจจะจ่ายแพงไปสำหรับหนี้เสียที่ซื้อเข้ามาบริหาร เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว หลักการข้อที่ 3 ก็คือ การให้ภาคเอกชนแข่งกันในการประมูลให้ราคา เพื่อว่าภาครัฐจะไม่ต้องจ่ายมากเกินไป และช่วยให้ตราสารและหนี้เสียเหล่านี้ กลับมีราคาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

• ซึ่งคุณ Geithner ชี้แจงว่า โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่คิดขึ้นมานี้เป็นทางสายกลางระหว่างการที่ให้ (1) แบงก์ดูแลตนเอง และ (2) การที่รัฐจะเข้ามาซื้อเอง เพราะจะไปรอให้แบงก์ค่อยๆ คลี่คลายหนี้เสียด้วยตนเองในลักษณะของญี่ปุ่นนั้น จะเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะว่าไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในการล้างหนี้เสียออกจาก Balance sheet ได้ก็ต้องใช้วิธีนี้ที่จะทำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น


แล้วแผนนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ข้อเสียคืออะไร

• ฟังมาถึงจุดนี้ ก็รู้สึกว่า เคลิบเคลิ้ม น่าจะเป็นแผนที่ดี แต่หลายคนออกมาเตือนใน 3-4 ประเด็น

o ประเด็นแรก การที่ตลาดตอบรับนั้นเป็นก้าวสำคัญก้าวแรก แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การมีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการ ทั้งในส่วน (1) คนที่จะมาร่วมทุน และ (2) แบงก์และสถาบันการเงินที่จะขายสินทรัพย์ที่เสียหายออกมา

o ในส่วนแรกนั้น คงไม่มีปัญหา เพราะภาคเอกชน โดยเฉพาะ Hedge Funds ที่เน้นเรื่องการลงทุนใน Credit น่าจะเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะสามารถทำกำไรได้ดี และหลายคน เช่น PIMCO หรือ Blackstone ก็แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วม (ตรงนี้มีคนวิจารณ์ว่าจะไม่สนใจได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลจะปล่อยเงินให้กู้ยืมอีก 85% ในการเอามาลงทุน ซึ่งถ้าเสียหายรัฐก็รับไป) เรียกง่ายๆ ว่าเงื่อนไขนี้ทำให้ Deal ร่วมลงทุน หวานหอมน่าสนใจ อย่างยิ่ง

o แต่ในส่วนที่ 2 ยังเป็นปัญหา เพราะคำถามสำคัญก็คือ ธนาคารพาณิชย์จะยอมขายหนี้เสียออกมาหรือไม่ และถ้ายอม จะออกมาที่ราคาไหน เพราะถ้าขายถูกไปแบงก์ก็จะเสียหาย ต้องกันสำรองเพิ่ม แต่ถ้าขายแพง ราคาสูง รัฐก็จะเสียหาย ก็จะกลายเป็นการเข้าไปช่วยรับความเสียหายจากภาคเอกชนทางอ้อม (ในกรณีของไทย ปัญหาเรื่องราคาที่เหมาะสมนี้ทำให้หลังจากเราตั้ง TAMC ขึ้นมา ธนาคารพาณิชย์ก็เข้าร่วมเพียงเล็กน้อย)

o ประเด็นที่ 2 ถ้าประสบความสำเร็จ ในการซื้อหนี้เสีย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็คือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทางการจะเข้าไปซื้อหนี้เสียคุณภาพต่ำจากภาคเอกชน โอนมาเป็นของรัฐ ซึ่งถ้าในอนาคตวิกฤตรุนแรงขึ้น หรือราคาที่ซื้อแพงไป ทำให้มีความเสียหายมากกว่า 15% กินเงินทุนหมด ก็หมายความว่ารัฐบาลจะเป็นผู้รับความเสียหายดังกล่าว และโครงการนี้จะกลายเป็นโครงการโอนล้างหนี้เสียจาก Balance sheet ภาคเอกชนเข้าสู่ Balance sheet ภาครัฐ และความเสียหายก็จะกลายเป็นภาระของประชาชนในที่สุด เช่น ในกรณีของกองทุนฟื้นฟูของไทย เรียกว่าการที่เข้าไปเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชนในการให้กู้ยืมอีก 85% ได้ทำให้ความเสี่ยงต่อภาครัฐเพิ่มขึ้นมาก แต่ตรงนี้จากความซับซ้อนของทั้งหมด ทำให้ประชาชนมองข้ามไป

o ประเด็นที่ 3 การซื้อเอาหนี้เสียออกมานั้น เป็นการแก้ไขปัญหาเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด เพราะปัญหาอยู่ที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วต่อสถาบันการเงินต่างๆ และปัญหาการบริหารจัดการ และผู้บริหารของแบงก์ เหล่านี้ ที่ยังไม่ได้รับการล้างออกไปด้วย ทำให้การแก้ไข ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทิ้งเชื้อไว้สำหรับอนาคต

o ประเด็นที่ 4 ที่น่าคิดก็คือในปัจจุบัน แบงก์ใช้วิธี Mark to model สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาเหล่านี้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า พอเริ่มมีราคาในตลาดขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าราคาลดลงไปมากกว่าที่คำนวณไว้ในโมเดล ก็อาจจะต้องมีการกันสำรองเพิ่มอีกครั้ง ก็จะกลายเป็นแรงกดดันต่อระบบอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้ ไม่มีทางเลือก ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ควรซุกซ่อนไว้

จะเชื่อใครดี และก้าวต่อไปในการแก้ไขวิกฤต

• ตรงนี้ ก็ต้องรอดู แต่มีคนวิจารณ์ว่า ถ้าจะให้ประธานาธิบดี Obama เข้าไปยึดกิจการของธนาคาร แล้วแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น คงทำตอนนี้ไม่ได้ และไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ทางการเมือง จะต้องสร้างความชอบธรรมขึ้นมาก่อน โดยลองทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ และถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไปถึงจุดนั้น

• ซึ่ง Obama เองออกมาบอกว่า มาตรการที่เสนอมาเมื่อวันจันทร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ก็ต้องเอาใจช่วยครับ

ติดตามการวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจทางเศรษฐกิจกับดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้เป็นประจำในรายการ Morning Brief ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.00 น. ทาง Money Channel

ช่องทางการรับชม Money Channel: True Visions ช่อง 80 - เคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ ช่อง 30 - จานดาวเทียม Samart DTH และ DTV ช่อง 08


Comments (2)   Add Comment
Re: Thoughts on Geithner’s Plan    By darin_109@hotmail.com on 3/28/2009 9:12 AM
หวัดดีค่ะอาจารย์ ยังขยันเหมือนเดิม แม้ไม่ได้อยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็ยังอุตส่าห์เอาข้อมมูลมาลงใน blog ชอบอาจารย์มากๆ และจะติดตามตลอดไปค่ะ....(อยากบอกว่า อาจารย์เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำงานของนู๋นะคะ...ทำยังไงน้า ถึงจะอารมณ์ดีตลอดเวลาแบบนี้ได้ จารย์เคยเครียดบ้างมั้ยคะ แล้วเวลาเครียดมากๆ หรือทำงานไม่ได้ดังใจ จารย์จัดการกับอารมณ์ยังไงคะ)

Re: Thoughts on Geithner’s Plan    By กอบศักดิ์ on 4/8/2009 12:28 AM
ขอบคุณครับ ก็มีเครียดบ้างเล็กน้อย แต่ปกติแล้้วจะอารมณ์ดี ไม่ค่อยกังวลใจ เพราะรู้ว่าถ้าให้เวลาพอ ก็จะทำทันและออกมาดี

ซึ่งความจริงก็อยู่ที่เราจะให้เวลากับงานที่เราอยากทำให้พอ และมีความสุขกับการเห็นมันออกมาอย่างดี มีคุณภาพ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำ พอทำเสร็จก็จะหายเหนื่อย

และถ้าไม่ได้ดังใจ ก็ต้องคิดอย่างนี้

1. ตัวเรานี่แหละครับ เป็นอุปสรรคสำคัญ (โดยมาก 80% ปัญหามาจากตัวเรา) คงไม่ต้องโทษใคร ซึ่งถ้าปัญหาอยู่ที่ตัวเราก็ง่าย เพราะเราก็จะสามารถ แก้ไขได้ ถ้าเรารู้จักมองหาจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขสำหรับครั้งหน้า

2. ถ้าปัญหาอยู่ที่คนอื่น (อีก 20%) ก็ต้องท่องไว้ (เหมือนพวก Borg ใน Star Trek) ว่า "Resistance is futile" หรือ หรือถ้าเป็นภาษาไืทย ก็คือ "เราไม่ยอมแพ้ ความลำบากจะต้องก้่าวข้ามไปได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เดี๋ยวก็มีทาง" ค่อยๆ ทำไปก็จะประสบความสำเร็จ ลองทางต่่างๆ ไม่ต้องรีบร้อน

ที่ความเครียดไม่เกิดมาก ก็เพราะเราไม่รีบร้อนกับมัน =)

ส่วนคนที่มีความเครียดก็มักเกิดเพราะว่า เป็นคนประเภท "ชอบเดินชนกำแพง" แม้มีกำแพงขวางไปไม่ได้ ก็จะชนต่อไป พอสักพักก็เริ่มเครียด แต่ถ้าเรากลับมามองหาว่า ช่องอื่นอยู่ตรงไหน ก็อาจจะสามารถอ้อมผ่านซอกกำแพงไปได้

ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องบอกอีกคาถาว่า ชหม. ช่างหัวมัน แต่ไม่ได้ให้ยอมแพ้ แต่เดี๋ยวมีแรงแล้ว เอาใหม่อีกครั้ง ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็มีเรื่องอื่นอีกถมไปที่ยังทำให้เกิดประโยชน์ได้ และมีคุณค่าเท่าเทียมกัน =) พอคิดได้ก็มีความสุข

3. ยิ้มสู้ เพราะแค่ยิ้มก็เริ่มได้ดีแล้วครับ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์

ขอบคุณครับ

กอบ



Your name:
Comment:
Add Comment   Cancel 

  
1
1. US Debt Ceiling (05/23/11)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จำนวนยอดหนี้ของรัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มขึ้นทะลุเพดานหนี้ที่รัฐสภาสหรัฐกำหนดไว้ ที่ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ Timothy Geithner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐได้ออกมาเตือนว่า ถ้าไม่ทำอะไร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเพดานหนี้ ภายใน 2 สิงหาคม ก็จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องที่มา ทางออก และผลกระทบในเรื่องนี้

2. การปรับตัวของราคาสินค้า Commodities (05/09/11)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนกังวลใจถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ต่อตลาด

3. Greece Debt Restructuring - วิกฤตกรีซ (ภาค 2) (04/25/11)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวที่น่าสนใจที่สุดข่าวหนึ่งก็คือ ข่าวลือเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลกรีซ ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาด

4. จับกระแสกดดันเงินเฟ้อโลก (04/18/11)


เมื่อ 2- 3 เดือนที่แล้ว เราได้เคยพูดถึงปัญหาเงินเฟ้อว่าปีนี้จะเป็นปัญหาสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเราก็ได้เห็นกันแล้วจากปัญหาราคาอาหาร ปัญหาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งต่างมาซ้ำเติมทำให้ปัญหาข้าวยากหมากแพงปีนี้

5. จับทิศทางนโยบาย ECB (04/11/11)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางของสหภาพยุโรป ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศหลักของเศรษฐกิจโลกที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของยุคดอกเบี้ยต่ำของโลก

6. จับตา QE 2 (04/04/11)


หลังธนาคารกลางสหรัฐอัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาในระบบผ่านทางมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) 1 และ 2 โดยมาตรการ QE 2 จะสิ้นสุดลงในเดือนมิ.ย. 54 ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาว่า จะมีการต่ออายุมาตรการหรือไม่ และธนาคารกลางสหรัฐจะออกมาตรการอื่นใดเพิ่มเติม

7. วิกฤตโปรตุเกส (03/28/11)


เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีของโปรตุเกสได้ประกาศลาออกหลังจากรัฐสภาไม่เห็นชอบในแผนการล่าสุดในการรัดเข็มขัดของรัฐบาล ส่งผลให้สายตาของนักลงทุนเริ่มกลับไปจับจ้องที่ โปรตุเกสอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน ก่อนที่โปรตุเกสจะต้องเข้ารับการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและ IMF

8. ค่าเงินเยนและการแทรกแซงของ G-7 (03/21/11)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินเยนได้ปรับตัวอย่างรุนแรง หลังจากเกิดแผ่นดินไหว จนกระทั่งประเทศในกลุ่ม G-7 ต้องเข้าร่วมมือกันเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี วันนี้ก็จะได้มาวิเคราะห์ให้ฟังถึงผลกระทบและประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าว

9. ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น (03/14/11)


ณ ขณะนี้ แม้ว่าเราจะยังไม่เห็นถึงผลกระทบทั้งหมดของปัญหาภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและ Tsunami ในญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็น แต่ก็เริ่มเห็นภาพคร่าวๆ ถึงผลกระทบ

10. Warren Buffett’s Annual Report


สิ่งที่หลายคนสนใจและรอคอยทุกปี คือ “รายงานสำหรับผู้ถือหุ้น” ของบริษัท Berkshire Hathaway ที่ Buffett ทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งจะออกมาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และประชุมกันในเดือนเมษายน ที่ทุกปีก็มีทั้งคำพูดเด็ดๆ ตลกเล็กน้อย และมุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการลงทุน และแนวโน้มล่าสุดของเศรษฐกิจ เรียกว่าน่าอ่านมาก วันนี้อยากจะนำเอาข้อคิด มุมมองของคุณ Buffett มาเล่าให้ฟัง

11. Commodity Prices Boom (02/21/11)


ช่วงนี้ นอกจากราคาอาหารโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ราคา Commodities ก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ถือว่าเป็นโอกาสในการเก็งกำไรที่น่าสนใจยิ่งในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ จะได้วิเคราะห์ให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องราคาสินค้า Commodities และโอกาสในการลงทุน

12. วิกฤตค่าเงินดอง (02/14/11)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางของประเทศเวียดนามได้ประกาศลดค่าเงินลง 8.5% นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 15 ปี วันนี้เราจะได้มาวิเคราะห์กันว่าทำไมต้องลด พอหรือไม่ และนัยต่อประเทศไทย

13. วิกฤตอาหารโลก (02/07/11)


ช่วงนี้ ประเด็นเรื่องราคาอาหารโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการประท้วงและความไม่สงบในประเทศต่างๆ เช่นที่ Tunisia อียิปต์ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ จะได้วิเคราะห์ให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องวิกฤตอาหารโลก

14. รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (01/31/11)


ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกเผยแพร่รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินฉบับแรกออกมา วันนี้เราจะมาพูดถึงนัยที่ซ่อนอยู่ภายในรายงานฉบับดังกล่าว

15. ดอกเบี้ยยุคขาขึ้น (01/17/11)


ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่งได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือปรับขึ้น Reserve Requirement เช่น เกาหลี จีน เป็นต้น ประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว แบงก์ชาติได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ได้นำไปสู่กระบวนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อีกครั้ง วันนี้เราจะได้มาคุยกันเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของประเทศในช่วงต่อไป

16. ปัญหาแรกหลังปีใหม่ - Crisis in Portugal (01/10/11)


หลังจากเริ่มปีใหม่ได้ 1 สัปดาห์ ความสนใจของทุกคนและ spotlight ของนักลงทุนได้กลับไปที่โปรตุเกสอีกรอบ จากปัญหาความไม่เชื่อมั่นในตัวรัฐบาลของโปรตุเกสในการที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

17. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 54 (12/27/10)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้พูดคุยกันถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกปี 54 วันนี้เราจะย้อนกลับมาดูประเทศไทยบ้างในปีหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง และสิ่งที่เราต้องเตรียมการ คืออะไร

18. US Stimulus II (12/13/10)


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สิ่งที่เป็นข่าวใหญ่ในระบบเศรษฐกิจโลก ก็คือ การประกาศข้อตกลงระหว่างประธานาธิบดี Obama กับสมาชิกของพรรค Republican เกี่ยวกับมาตรการลดภาษีของสหรัฐซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต่อไป

19. Crisis in Europe (11/29/10)


หลังไอร์แลนด์รับความช่วยเหลือจาก EU และ IMF หลายคนคิดว่า วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปน่าจะยุติลงแล้ว แต่ความกังวลยังคงกระจายตัวไปในวงกว้าง โดยเฉพาะกับโปรตุเกส ที่หลายคนกำลังเป็นห่วง

20. Crisis in Ireland (11/22/10)


ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าววิกฤตของ Ireland ได้ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเกิดความผันผวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่งความกังวลใจว่าจะลุกลามกลายเป็นวิกฤต และการที่ทาง IMF และ EU ส่งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยดูแลปัญหานับแต่วันพฤหัสที่ผ่านมา วันนี้จะได้มาวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดใน Ireland และนัยให้ทุกท่านฟัง



1

 Blog Archive





 Web Link






 
Copyright © 2006 Family Know-how Co.,Ltd. All right Reserved.