นิศารัตน์ รัตนศักดิ์โสภณะ
ศิรัถยาแซ่ซิว
พชรปัญญายงค์
เฉลิมพร ตันติกาญจนากุล
ปาริชาตพรหมโยธี
เรขาพงศ์อักษร
กรณีของ กบข. ที่กำลังเป็นข่าว นั้น เท่าที่ได้ยินมา คิดว่าข้าราชการมีประเด็นข้อข้องใจเพิ่มเติมอีก 2-3 ประเด็นo ประเด็นแรก ไม่แน่ใจว่าเสียหายเท่าไร เพราะข่าวตอนแรกๆ ดูสับสนไปหมด ตอนแรกก็บอกว่าเสียหายไป 70,000 กว่าล้าน หลังจากนั้นก็มีการบอกว่าเสียหายไป 50,000 กว่าล้าน ไม่แน่ใจว่าตกลงเสียหายไปเท่าไรo ประเด็นที่ 2 คับข้องใจว่าลงทุนอย่างไร เงินต้นจึงหายไปได้ ความจริงข้าราชการลึกๆ คงอยากรู้มานานแล้วว่า เงินที่จ่ายไปนั้น กบข. ลงทุนอย่างไร แต่ในปีที่ได้ผลตอบแทนที่ดี ก็ไม่เป็นไร แต่พอผลตอบแทนไม่ดีo ประเด็นที่ 3 แล้วมีอะไรลับลมคมในหรือไม่ ทำไมมีข่าวว่าไปซื้อหุ้นที่ถูกขึ้นบัญชี เช่น ยานภัณฑ์ หรือหุ้นที่ราคาตก หลังจากตกไปแล้ว เช่น หุ้นแบงก์o ทั้งหมดนี้ ถูกซ้ำเติมจากการที่ผลตอบแทนไม่เคยเป็นไปตามที่ได้เคยโฆษณาไว้ในช่วงที่มีการจัดตั้ง กบข. และให้ข้าราชการเข้าเป็นสมาชิก ว่าจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละประมาณ 9% บวกกับเงินเดือนที่จะขึ้นปีละ 8% แต่ก็ไม่จริงทั้ง 2 เรื่องจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตปี 40 พอเงินต้นหายไป ก็เลยปะทุ กลายเป็นปัญหาขึ้นมา
ข้อเท็จจริงคืออะไร• ผมขอไปที่ละประเด็น เท่าที่ตอบได้o ประเด็นแรก เรื่องการขาดทุน ตอนแรกภาพยังไม่ชัดว่าตกลงว่าขาดทุนเท่าไร เพราะมีข่าวมาหลายกระแส และความสับสนเป็นผลจากการที่ กบข. เป็นผู้บริหารเงินอยู่ 2 กอง กองแรกคือเงินออมของสมาชิก กบข. ประมาณ 3 แสนล้านบาท และเงินออมของรัฐบาล ที่รัฐบาลขอให้ กบข. ช่วยบริหารสำหรับการจ่ายบำนาญในอนาคต อีก 80,000 ล้านบาทo แต่หลังจากฝุ่นหายตลบแล้ว ถ้าดูเฉพาะกองที่เป็นของสมาชิก กบข. เท่านั้น ยอดการขาดทุนสำหรับสมาชิก กบข. ปีนี้ ประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท หรือติดลบประมาณ -5%o ที่ขาดทุนมาจากไหน คำตอบคือ มาจากการลงทุนใน หุ้นทั้งในประเทศ และในต่างประเทศ ซึ่งปีที่แล้ว ทั้ง 2 ตลาดขาดทุนมากเป็นประวัติการณ์ ตรงนี้นักลงทุนคงทราบดี เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว ปีที่แล้วต้องถอนใจ เพราะทุกคนลำบากหมด เพราะเป็นปีที่ปราบเซียน แม้กระทั่งที่ว่าเก่งแล้วคือคุณ Warren Buffet นักลงทุนหุ้นคุณค่าชื่อดังก็ขาดทุนเช่นกันo ในส่วนของไทย ก็น้ำตาตกไปตามๆ กัน เท่าที่ผมทราบมา• ถ้าลงทุนใน RMF ประเภทกองทุนหุ้น ติดลบเฉลี่ย 41% กองทุนผสมติดลบ 26% จะมีดีก็แต่พวกที่ลงทุนในตราสารหนี้• ถ้าลงทุนใน LTF ก็จะมีแตกต่างกันไป โดยส่วนมากติดลบตั้งแต่ 26 - 48%• สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ขาดทุนติดลบตั้งแต่ 4 - 10%• เรียกว่าถ้าลงทุนในหุ้น ก็จะมีความเสียหายเกิดขึ้นทำไม กบข. ต้องลงทุนในหุ้นด้วย ลงเฉพาะตราสารหนี้ได้หรือไม่• ความจริง ลงทุนได้ทั้งนั้น แต่คำถาม คือ เราเก็บออมไว้เพื่ออะไร ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการเข้าเป็นสมาชิกของ กบข. ก็คือการเก็บออมเพื่อให้พอเพียงสำหรับการยังชีพในวัยเกษียณo ตรงนี้ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงผลการศึกษา 2 ฉบับ ฉบับแรก เป็นของที่ผมเคยทำร่วมกับคุณอนรรฆ เสรีเชษฐพงษ์ ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่า ครัวเรือนไทยที่มีผู้สูงอายุกว่าครึ่ง มีสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ สะสมไว้พอแค่ที่จะทดแทนรายได้/รายจ่ายเพียง 5 ปีเท่านั้นo แต่ปัญหาก็คือ คนไทยเกินครึ่งจะมีชีวิตมากกว่า 20 ปีหลังเกษียณอายุ (เรียกว่าเป็นโชคร้ายในโชคดี คือจะแก่แต่ไม่ยอมตาย) ถ้าเป็นเช่นนี้ อนาคตของหลายคนก็จะไม่สดใส มีความเสี่ยงที่จะตกชะตากรรมลำบากในบั้นปลายชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจว่า พอถามว่า ออมพอยัง คนส่วนมากบอกว่าไม่พอ (ตรงนี้ ผมเคยถามตนเองเสมอว่าออมพอยัง เข้าใจว่ายังไม่พอ) และพอถามว่าจะเลิกทำงานเมื่อไร คนที่ตอบคำถามส่วนใหญ่บอกว่า จะทำงานจนหมดแรงo ซึ่งที่น่ากังวลใจก็คือ เราพบว่า ครัวเรือนไทยมากกว่าครึ่งไม่มีเงินออมo ตรงนี้จึงมีความจำเป็นต้องหาทางให้คนไทยออม หรือบังคับออม เช่น กรณี กบข. เป็นต้นo แต่ปัญหาสำคัญ ก็คือ จากผลการศึกษาที่ 2 โดยคุณวิธาน นักวิเคราะห์อาวุโส สายงานวิจัยและข้อมูลสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์ พบว่าถ้าเก็บออมแต่ฝากแบงก์อย่างเดียว เงินที่เก็บออมไว้จะอยู่ได้แค่ 9 ปีเท่านั้น แต่ถ้าฝากแบงก์ครึ่งลงทุนในหุ้นครึ่ง แม้ว่าหุ้นจะผันผวน แต่ระยะยาวผลตอบแทนจะดีกว่า ก็จะทำให้ สามารถเลี้ยงตนเองได้ 21 ปี ถึงจะไม่พอก็ดีกว่าฝากแบงก์อย่างเดียวo ตรงนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องเลือก จะทำอย่างไรดี เพราะถ้าปลอดภัยก็จะมีเงินสะสมไว้ไม่พอ แต่ถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ต้องเสี่ยง เพราะบางปีหุ้นจะมีความผันผวน ก็คงไม่มีทางเลือกมาก เพราะในโลกนี้ ไม่มีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่เสี่ยง• ตรงนี้ก็ต้องเลือกเอาถ้าเป็นเช่นนี้ ทางออกคืออะไร• ทางออกคงไม่ใช่การยุบ กบข. แต่ต้องตอบปัญหาใน 2 ด้าน คือ ระยะสั้น กับ ระยะยาว• ปัญหาระยะสั้น ตอบข้อข้องใจของข้าราชการว่า “ทำไมเงินต้นหาย” ในประเด็นนี้ การจะตอบข้อข้องใจได้ คงต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ด้านo เป็นกลาง / เป็นที่เชื่อถือของทุกฝ่าย / เข้าใจเรื่องการลงทุนอย่างดีo ที่จำเป็นต้องมี คุณสมบัติข้อที่ 3 คือ เข้าใจเรื่องการลงทุนเป็นอย่างดี ก็เพราะว่า “ความเป็นกลางและความเป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อถือของสังคม” จะช่วยให้ผลที่ออกมาได้รับความยอมรับ และยุติข้อถกเถียงระหว่าง 2 ฝ่าย แต่หัวใจสำคัญของเรื่องการตรวจสอบ ก็คือ ตกลงว่าลงทุนถูกหรือไม่ ทั้งในส่วนของ สัดส่วนการกระจายการลงทุนระหว่างตราสารหนี้ และหุ้น รวมทั้งหุ้นในและต่างประเทศ ตรงนี้ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและให้ข้อคิดเห็น เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนแล้วปัญหาระยะยาวต้องแก้อย่างไร• ส่วนปัญหาระยะยาว ต้องกลับมาคิดทบทวนอย่างน้อยใน 3 เรื่องo เรื่องแรก จะลงทุนอย่างไรดี ให้ถูกใจสมาชิก ตรงนี้ คงต้องกลับไปที่สมาชิก ว่าสมาชิกต้องการอะไรระหว่าง (1) การได้เงินออมที่พอเพียงสำหรับการยังชีพในอนาคต กับ (2) การลงทุนที่ปกป้องเงินต้น• คงไม่มีการลงทุนไหนที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ไม่เสี่ยง และ ถ้าเลือกการลงทุนแบบปกป้องเงินต้น ก็ต้องเก็บออมในแต่ละเดือนให้มากขึ้น ใช้จ่ายให้น้อยลง• แต่ถ้ายอมที่จะเสี่ยงบ้าง ซึ่งหมายความว่า บางปีก็จะมีความเสียหายเกิดขึ้นได้• คำถามคือจะรับกับเรื่อง ความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และปรัชญาการลงทุนของ กบข. ในอนาคตคืออะไร• เรื่องนี้นำไปสู่เรื่องที่ 2 คือ Employee Choice เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ นอกจากข้าราชการจะถูกบังคับออมแล้ว ยังถูกบังคับลงทุนอีก เรียกว่าไม่มีทางเลือก อย่างผมลงทุนไปใน LTF เมื่อปลายปี 2550 เสียหายปีที่แล้วไปประมาณ 38% น้ำตาตก แต่ก็รับสภาพเพราะเราเป็นคนเลือกเอง แต่ข้าราชการไม่ได้เลือก กบข. เลือกให้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพอเงินต้นหายไป จึงเกิดความคับข้องใจ ว่าไปลงทุนอะไรมาo ตรงนี้ในอนาคต กบข. คงต้องคิดเรื่อง Employee Choice ที่จะช่วยให้ข้าราชการสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนอย่างไร และที่สำคัญไปกว่านั้น ภายใต้ระบบนี้ จะช่วยรองรับ (1) ความต้องการเสี่ยงของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ที่บางคนชอบเสี่ยง ชอบอะไรที่ตื่นเต้น และ (2) ความต้องการเสี่ยงที่จะแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งคนอายุน้อยเสี่ยงได้มาก และคนอายุมากคงต้องการการลงทุนแบบปกป้องเงินต้นมากขึ้นเรื่อยๆo เรื่องที่ 3 ไหนๆ ก็จะแก้แล้ว คงต้องตอบโจทย์ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ จะช่วยให้ข้าราชการอยู่รอดโดยมีเงินที่จะเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง จนถึงการเสียชีวิตได้อย่างไร เพราะในช่วงที่ผ่านมา โจทย์คือให้บังคับให้ทุกคนออม และลงทุนให้ แล้วพอเกษียณอายุ ก็จ่ายคืนเงินที่สะสมมาให้ แต่จะเอาไปทำอะไร ก็แล้วแต่ละคน ซึ่งทำให้หลายๆ คน เอาเงินที่ได้มา (1) ไปใช้หนี้ (2) ไปเที่ยว เหลือเท่าไรแล้วค่อยเอาไว้เป็นเงินออมสำหรับยังชีพo ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ถ้าครั้งนี้จะนำไปสู่การปรับ กบข. เมื่อปรับแล้ว คงต้องช่วยกันคิดว่า พอข้าราชการได้เงินจาก กบข. หลังเกษียณแล้ว จะทำอย่างไร ในประเด็นนี้ ในต่างประเทศเขาจะมีสินค้าตัวหนึ่งเรียกว่า Annuity หรือ “กรมธรรมบำนาญ” ที่ออกโดยบริษัทประกัน พอเอาเงินไปซื้อแล้ว บริษัทก็จะจ่ายเงินให้ทุกเดือนจนหมดชีวิต ทำให้สามารถหลุดจากหล่มของความยากจนในช่วงเกษียณอายุได้o ก็ขอเอาใจช่วย ให้เราทุกคนสามารถพลิกวิกฤต กบข. ครั้งนี้ ให้เป็นโอกาส นำไปสู่ระบบการออมสำหรับข้าราชการที่ตอบสนองความต้องการของทุกคน และช่วยตอบโจทย์สำหรับปัญหาสังคมชราภาพของประเทศที่กำลังจะมาถึงโดยเร็ว ซึ่งถ้าเรามีคำตอบที่ดี กบข. ก็จะเป็นตัวอย่างให้กับกองทุนการออมอื่นๆ ก็ขอเอาใจช่วยครับติดตามการวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจทางเศรษฐกิจกับดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้เป็นประจำในรายการ Morning Brief ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.00 น. ทาง Money Channelช่องทางการรับชม Money Channel: True Visions ช่อง 80 - เคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ ช่อง 30 - จานดาวเทียม Samart DTH และ DTV ช่อง 08