Profile



เฉลิมพร ตันติกาญจนากุล
chalermporn@set.or.th
รายการ : Global Movement ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 21.30 น. | News update ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 17.00 น.





 Photo







 Blog Link



  • Blog
  • Photo
  • VDO Clips
There are no categories in this blog.
Location: BlogsChalermporn    
Posted by: chalermporn 5/21/2009 2:22 PM
ขอแนวธรรมะสักหน่อยครับ พอดีช่วงนี้ กำลังอินกับเรื่องแนว ๆ นี้ 555+
วันนี้ ผมขอเขียนบล็อกด้วยคำถาม เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ

ผมมีคำถามมาถามทุกท่าน 2 ข้อครับ คือ...

1. "คำว่าการทำบุญของท่านคืออะไร ขอบเขตกว้างแค่ไหน?"

2. "คุณคิดว่าระหว่างการบริจาคโลหิตกับการบริจาคร่างกายให้ผู้อื่น" อย่างใด จะได้บุญมากกว่ากัน?"

ผมถามแบบไม่ซีเรียสนะครับ ลองแสดงความเห็นกันดู เดี๋ยวผมกลับมาเขียนต่อครับ

Comments (19)   Add Comment
Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By zero on 5/21/2009 8:15 PM
1. ผมคิดว่า การทำทำบุญ หรือ การบริจาค เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรา ปล่อยวาง ไม่ยึดติด

2. บริจาคร่างกาย ไม่ยึดติดเวลาเราใก้ลตาย แต่บริจาคเลือดไม่ยึดติดเวลาเรายังมีชีวิตอยู่ ครับ

ทั้ง 2 อย่างเกิดคนละเวลาจึงเปรียบเทียบกันยากครับ

ตามนี้แล้วกันครับ
ปล. เคยแต่บริจาคเลือด เสร็จแล้วรู้สึกตัวเบาๆไม่แน่ใจว่าได้บุญ หรือจะเป็นลม 5555

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By ตอโต้ง on 5/21/2009 11:43 PM
ข้อหนึ่ง...สำหรับผมน่าจะเป็นสิ่งที่เขียนไว้ใน blog ของคุณ Fern นะครับ....

ข้อสอง ..เนี่ยคิดว่า....การบริจาคโลหิต...เคยมานานมากแล้ว ไม่ได้คิดอะไรชอบได้กินขนมฟรีครับ และ คุณพยาบาลเปลี่ยนเข็มแล้วนะ กลัว !...การบริจาคร่างกายให้ผู้อื่น....ยังไม่เคยเลย แต่คิดว่าตัวเราไม่ค่อยรักตัวเอง และ ใช้ชีวิตค่อนข้างสมบุกสมบัน หักโหมไม่ค่อยรักตัวเอง ถ้ามีอะไรที่เอาไปได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นมากกว่า (เพราะร่างกายเราตายแล้ว) ก็ O.K. นะ... อันไหนมากกว่ากัน ?? มากเท่าๆกันมั้งครับ... ทำบุญ...ทำดี ..ทำไปแถอะครับ ...เจ-ตะ-นา.. เราดีก็พอแล้วครับ

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By set_weerada on 5/22/2009 7:54 AM
น่าคิดว่า การทำบุญ เพราะการทำบุญนั้นเป็นสิ่งที่ดี ก็จะได้ทำใจให้ดีขึ้นจะได้มีบุญไว้ติดตัวตลอดไป ส่วนบริจาคโลหิตนั้นหนูกลัวมากเลย แถมยังเจ็บอีกด้วย

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By suchi on 5/22/2009 6:54 PM
คุณ MJ บอย บอกว่า ถามแบบไม่ซีเรียส แต่คำถามมันดูซีเรียสมากเลย

1. การทำบุญน่าจะเป็นการทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนทำมีความสุขและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีคนบอกว่า การปฏิบัติตัวให้อยู่ในวินัยตามระเบียบของสังคม ก็เรียกว่าเป็นการทำบุญแล้วอย่างหนึ่ง (ถ้างั้นคนที่ทำให้สังคมปั่นป่วนก็น่าจะกำลังทำบาปอยู่)

2. บริจาคร่างกายน่าจะได้บุญมากกว่านะ เพราะบริจาคเลือดให้แค่เลือด แต่บริจาคร่างกายให้ทั้งตัวและหัวใจ

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By วีระ on 5/25/2009 7:04 PM
ขอแสดงความคิดเห็นพร้อมกันทั้งสองข้อเลยนะครับ เพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
การทำบุญเป็นการสั่งสมบารมี(ความหมายทางศาสนา ไม่ใช่ความหมายทางโลก) ให้กับตนเอง บารมีที่ว่านั้นก็คือการละความยึดติดต่อรูปและนาม เป็นการทำให้จิตมี"ฐาน"ที่จะเข้าถึงดวงตาที่เห็นธรรมในภายหน้า
เมื่อจะละการยึดติดแล้ว จะมาคิดให้เสียเวลาทำไมว่า ระหว่างการบริจาคโลหิต กับการบริจาคร่างกาย อันไหนจะมีประโยชน์มากกว่ากัน
ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วความคิดนี้มีความยึดติดในบุญอยู่
ส่วนขอบเขตของการทำบุญ สำหรับผม ไม่มี เป็นการเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ผมคำนึงแต่เพียงว่า ให้เมื่อใจเต็มใจที่จะให้
ปัจจัยเราถึงพร้อม(ไม่เดือดร้อน)
ผู้รับบริสุทธ์

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By นัท on 5/26/2009 3:26 PM
1)การทำบุญก็คือการให้ครับ ให้อะไรก็ได้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้โอกาส ให้อภัย ก็ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ
2)เท่ากันครับ เพราะบุญที่ได้รับจะมากจะน้อย ไม่ได้อยู่ที่ว่าให้มากหรือน้อยกว่า แต่อยู่ที่ใจของเราเองมากกว่าครับ ถ้าเราทำแล้วรู้สึกสบายใจ เราก็จะได้บุญมากกว่า คนที่ทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจครับ

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By Chalermporn on 5/26/2009 6:24 PM
มาแล้ววว

ความจริง ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องบุญกรรม ประมาณทำชาตินี้ สะสมไปใช้ชาติหน้านัก ปกติก็ทำตามความสบายใจ แต่ไปอ่านเจอพระรูปหนึ่ง นามว่า หลวงพ่อ ภาวนาวิริยคุณ ตอบปัญหา ที่มีคนถามว่า "บริจาคโลหิตกับบริจาคร่างกายอย่างใดได้บุญแรงกว่ากัน"

แน่นอน ผมคิดว่าบุญน่าจะเป็นเรื่องของใจ ไม่น่าจะมีการวัดขนาดกันได้ แต่หลวงพ่อก็ตอบอย่างน่าสนใจ

โดยบอกว่า บริจาคเลือดได้บุญมากกว่า เพราะเป็นการบริจาค ของที่เรายังต้องใช้ เราจึงต้องใช้ความเมตตามาก ในการให้ทาน ตัดใจสละของสำคัญของเราให้คนอื่น เมื่อบริจาคไป ใจเราย่อมสูงขึ้น ถือเป็นบุญ

กลับกัน การบริจาคร่างกายเมื่อตายไป อาจได้บุญบ้าง แต่ก็เป็นการสละของที่เราไม่ต้องการแล้ว ให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้ใช้แล้ว ปล่อยไปก้อเน่าเปื่อย บุญจึงต่างกัน

ซึ่งผมก็คิดว่า make sense นะ โดยเฉพาะเมื่อนิยามว่าบุญขั้นสูงคือการยกระดับของจิตใจ อันจะทำให้เกิดการปฏิบัติดี ต่อเนื่อง

เลยลองไปหาอ่านต่อ เรื่องทานบารมี ทางพุทธเขาจะแบ่งบารมี ออกเป็น 3 ระดับ คือบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี ซึ่งการบริจาคโลหิต อาจนิยามได้ว่าเป็นอุปบารมี หรือปรมัตถบารมีได้เช่นกัน (แล้วแต่นิยาม ผมยังไม่เคลียร์ แต่น่าจะเป็นอุปบารมี)

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By นก on 5/29/2009 11:04 AM
ทำดีได้ดีคะ จะทำความดีอย่าเลือกทำคะ อย่าเลือกว่าอันนี้ำทำแล้วได้บุญน้อยแล้วเราไม่ทำ หรือทำิอย่างนี้แล้วได้บุญมากเราถึงทำ ให้เราคิดว่าทำดีก็ได้ดี ทำน้อยก็ได้ดี ทำมากก็ได้ดีเหมือนกันคะ :D :D

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By ตุ๊ดตู่ on 6/3/2009 9:23 PM
การทำบุญไม่ยากค่ะอย่าไปคิดให้ยุ่ง..เริ่มที่ความคิดของเรา ใจและเจตนาของเราก่อนค่ะแต่เชื่อเรื่องกรรมคือการกระทำค่ะ ทำเถอะค่ะ คิดดี ทำดี พูดดี มีกุศลกรรมที่ดีเบื้องต้นที่เราทำก็สบายและสุขใจแล้วไม่ต้องไปคิดว่าได้บุญมากหรือน้อย สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมค่ะคิดว่าเป็นเหตุและผลที่สมบูรณ์ที่สุด เรามีโอกาสได้เกิดมาเลือกที่จะทำแล้ว ก็เลือกทำแต่สิ่งที่ดีต่อตัวเราและผู้อื่นดีกว่าค่ะ อ้อ...ติดตามรายการคุณเฉลิมพรเสมอ ขยันทำงานนะค่ะเป็นกำลังใจให้ค่ะ

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By แชมป์ on 6/5/2009 10:06 AM
อืมน่าสนใจแฮะ
ข้อ 1 ตอบว่า การทำบุญมีขอบเขตกว้างมากเลย สำหรับผลการทำบุญคือการทำอะไรก็ได้ที่ทำแล้วสบายใจไม่สร้างความเดือนร้อนให้ผู้อื่น
ข้อ 2 เห้นด้วยกับคุณChalermporn ครับ ตัวผลบริจาคร่างกายแล้วแต่ยังไม่กล้าบริจาคเลือดเลย ป๊อดอะกลัวเข็ม T_T

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By แมงเม่าเจ้าเวหา on 6/5/2009 11:48 AM
1.การทำบุญคือ การทำความดี นั่งเฉยๆคิดแต่ความดี ทำความดี ก็ได้บุญแล้วครับ ไม่จำเป็นจะต้อง บริจาคทรัพย์เหมือนที่หลายๆคนเข้าใจ
2.น่าจะเท่าๆกันนะครับ ถ้าจะต่างกันตรงที่เจตนาว่าจิตเราเป็นกุศลแค่ไหน ถ้าบริจาคแล้วจิตอกุศลก็ไม่ได้บุญครับ

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By jah on 6/6/2009 11:25 PM
1.การทำบุญคือ การปราถนาที่จะช่วยผู้อื่น ไม่จำเป็นจะต้องมากมาย เพียงแค่ใจอยากจะช่วยด้วยความหวังดีโดยไม่หวังผลตอบแทนนั่นแหละการทำบุญในนิยามของผม ส่วน
2.การบริจาคเลือดกับร่างกายหลังเสียชีวิตก็ได้บุญพอๆกันสำหรับผม เพราะแน่นอนการบริจาคเลือดเป็นการให้แก่คนที่อยู่ แต่การบริจาคร่างกายก็เป็นการบริจาคให้กับคนที่อยู่ได้เหมือนกันเพราะให้เพื่อการศึกษาเป็นการสร้างความรู้ให้กลุ่มนักศึกษาแพทย์ได้ประโยชน์ ทั้งๆที่บางครอบครัว(เช่นครอบครัวที่อนุรักษ์นิยม)เขาก็ไม่เห็นด้วยก็ได้ ซึ่งเป็นการยากเหมือนกันที่จะยอมบริจาคร่างกายหลังเสียชีวิต สรุปคือถ้าเรามีจิตใจจะให้โดยไม่หวังผลตอบแทนไม่ว่าจะเป็นยังไงได้บุญหมดล่ะครับ ส่วนได้มากได้น้อยนี่ผมว่าคิดยากเหมือนกันที่จะเอาอะไรมาวัด

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By jajamicky on 6/11/2009 7:10 PM
1.เราคิดว่าการทำบุญ คือ การตั้งใจที่จะใช้ชีวิตในทุกๆวันอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบันในทุกขณะ (ถ้าในธรรมะ จะหมายถึง การปฎิบัติสมาธิ จนสมาธิสามารถปกป้องคุ้มครองตัวเราได้) เมื่อเรามีสติ เราจะไม่โกรธ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ทั้งคน,สัตว์ และธรรมชาติ ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินทุกอย่าง ไม่เพ้อฝันอยากได้นู่นนี่ ไม่กลัวการสูญเสียที่จะเกิดในอนาคต พอใจในสิ่งที่มี ไม่โลภ และไม่ยึดติด

เมื่อเราพอใจในสิ่งที่มีในปัจจุบัน เราจะรู้สึกอยากช่วยเหลือ แบ่งปันให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ทั้งคนและสัตว์ , ทั้งทางโลกและทางธรรม

2.การบริจาคโลหิต อาจช่วยบรรเทาทุกข์แก่ผู้อื่นที่เกิดตรงหน้าได้เร็วกว่า การบริจาคร่างกายที่ต้องรอให้เราตายก่อน

แต่ไม่ว่าการทำอย่างไหน ได้บุญมากกว่ากัน ก็ไม่สำคัญไปกว่า จุดประสงค์/เจตนาในการทำคืออะไร.. ถ้าเจตนาในการทำบุญคือ ทำเพราะอยากได้บุญ ถึงแม้จะทำบุญใหญ่ แต่อานิสงส์ในการทำก็น้อยกว่า ผู้ที่ทำบุญด้วยเจตนาที่จะต้องการตัดกิเลส หรือต้องการช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจจริง

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า บริจาคโลหิตได้บุญมากกว่า แต่หากคนที่ทำ ทำเพื่อต้องการบุญให้แก่ตนเอง..ในขณะที่อีกคนบริจาคร่างกาย เพื่อต้องการสงเคราะห์โลกอย่างแท้จริง แม้บริจาคโลหิตได้บุญมากกว่า แต่ผู้ที่บริจาคร่างกายด้วยเจตนาที่เป็นกุศลมากกว่า ย่อมได้บุญมากกว่า

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By chalermporn on 6/12/2009 3:52 PM
โอ้ ขอบคุณ คุณ jajamikky ที่แวะมาเยี่ยมครับ สบายดีนะครับ ^ ^

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By thaimerits on 10/16/2009 6:25 PM
การทำบุญ ย่อมได้รับผลดี ดูอานิสงส์บุญได้ที่นี่ http://www.thaimerits.com/

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By ทำบุญ on 10/16/2009 6:27 PM
การ ทำบุญวันเกิด ทำบุญต่างๆ ย่อมส่งผลให้ผู้รับได้กรรมดีด้วย

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By ยยย on 12/27/2009 7:38 PM
การบริจาคโลหิต คือสละของที่เหลือใช้ หรือเกินความจำเป็น ย่อมได้ผลบุญตามกุศลเจตนา
การบริจาคอวัยวะ ให้เมื่อตายเแล้วก็จริง ดูเหมือนไม่ได้ทำเท่าไร แต่ก่อนจะบริจาคถ้าเจตนาในการบริจาคเพียงช่วยเหลือหรือให้วิทยาทานผู้อื่น ก็ได้ตามเจตนานั้น
แต่ถ้าการบริจาคเพื่อสละการยึดติดในตัวตน ในร่างกาย ตัวเราของเรา และน้อมนำมาสู่ อนิจจัง
ทุกขัง อนันตา ในขณะทำการบริจาคอวัยวะ คงไม่ต้องบอกหรอกว่า การยอมสละและไม่ยึดติดกับ
ตัวตนนั้น แม้เพียงชั่วลัดนิ้วก็เป็นมหากุศล หากกุศลเจตนาถูกน้อมนำมาแบบนี้ ถึงขั้นนิพพานทีเดียว เพราะไม่อาลัยต่อตัวตน ไม่ยึดติดต่อตัวเรา ยิ่งใหญ่ทีสุดเแล้วครับ ฉะนั้นถ้าจะบริจาคก็ต้องน้อมจิต ปัญญามาสู่สิ่งนี้ จึงเกิดผลสูงสุด หสวังว่าผมคงจะได้ทำบ้าง

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By koompol on 2/8/2010 10:38 AM
ขอเสริมคุณเฉลิมพร และอีกหลายท่าน การบริจาคโลหิตเกิดขึ้นในขณะที่มีชีวิตอยู่เทียบได้กับการสละอวัยวะ เป็นทานขั้นอุปบารมี (ปรมัตถบารมีคือการสละชีวิตให้ผู้อื่นแต่ไม่ใช่ระเบิดพลีชีพนะ) ส่วนการบริจาคร่างกายท่านถือว่าเป็นวัตถุทานธรรมดา เพราะให้ต่อเมื่อตายแล้ว แต่ผู้ที่จะบริจาคได้ก็ต้องมีความเห็นว่ากายกับจิตนี้แยกจากกัน ซึ่งเป็นปรัชญาของพุทธศาสนา คนทั่วไปมักจะกลัวว่าหากให้ผู้อื่นทำปู้ยี่ปู้ยำกับร่างกายตัวเอง เกิดชาติหน้าอาจเหลือไม่เท่าเก่า ทั้งนี้และทั้งนั้นตามที่หลายท่านให้ข้อคิดคือ เจตนาสำคัญมาก บางคนบริจาคโลหิตเพื่อแข่งกันทำสถิติ โอ้อวด บางคนโกหกจนท.ไม่ทำตามข้อปฏิบัติเช่นดื่มเหล้ามาภายใน 24 ชม.บอกไม่ได้ดื่มเป็นต้น แต่การบริจาคร่างกายผู้บริจาคผู้บริจาคตั้งเจตนาไว้ตามความเห็นของคุณ jajamicky ก็น่าจะได้บุญมากกว่านะ

Re: ปรัชญาของการประกอบบุญ    By koompol on 2/8/2010 10:39 AM
ขอเสริมคุณเฉลิมพร และอีกหลายท่าน การบริจาคโลหิตเกิดขึ้นในขณะที่มีชีวิตอยู่เทียบได้กับการสละอวัยวะ เป็นทานขั้นอุปบารมี (ปรมัตถบารมีคือการสละชีวิตให้ผู้อื่นแต่ไม่ใช่ระเบิดพลีชีพนะ) ส่วนการบริจาคร่างกายท่านถือว่าเป็นวัตถุทานธรรมดา เพราะให้ต่อเมื่อตายแล้ว แต่ผู้ที่จะบริจาคได้ก็ต้องมีความเห็นว่ากายกับจิตนี้แยกจากกัน ซึ่งเป็นปรัชญาของพุทธศาสนา คนทั่วไปมักจะกลัวว่าหากให้ผู้อื่นทำปู้ยี่ปู้ยำกับร่างกายตัวเอง เกิดชาติหน้าอาจเหลือไม่เท่าเก่า ทั้งนี้และทั้งนั้นตามที่หลายท่านให้ข้อคิดคือ เจตนาสำคัญมาก บางคนบริจาคโลหิตเพื่อแข่งกันทำสถิติ โอ้อวด บางคนโกหกจนท.ไม่ทำตามข้อปฏิบัติเช่นดื่มเหล้ามาภายใน 24 ชม.บอกไม่ได้ดื่มเป็นต้น แต่การบริจาคร่างกายผู้บริจาคผู้บริจาคตั้งเจตนาไว้ตามความเห็นของคุณ jajamicky ก็น่าจะได้บุญมากกว่านะ


Your name:
Comment:
Add Comment   Cancel 

  
1. หมุนตามโลก ก้าวทันทุกข่าวสารการลงทุนกับ MJ บอย





 Blog Archive





 Web Link






 
Copyright © 2006 Family Know-how Co.,Ltd. All right Reserved.