ผมเขียนลง M&W ฉบับยังไม่ตีพิมพ์ แอบเอามาให้อ่านกันก่อน 555+
นิตยสารฟอร์บส์ เพิ่งจัดอันดับของพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก ให้เป็นกูรู ที่นักธุรกิจให้ความสนใจมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโพลจากสำนักไหน ชื่อของครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และคอลัมนิสต์ประจำนิวยอร์ก ไทมส์ จะติดโผของบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดด้านเศรษฐกิจเสมอ ทุกถ้อยคำที่ครุกแมนพูด ทุกคนล้วนให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ครุกแมนพูดนั้น ถูกต้องเสมอไปหรือไม่? เดือนนี้ Beyond Boundary จะพาทุกท่านไปรับทราบอีกแง่มุม จากผู้ที่บอกว่า “ครุกแมน ก็พูดในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกัน”
ต้องทำให้หยวนแข็งค่า
หัวเรื่องของการแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ คือเรื่องค่าเงินหยวน ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ครุกแมนออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจีนควรขยับค่าเงินหยวนของตนเองให้แข็งค่าขึ้น หลังจากที่จีนใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงิน ให้มีความเคลื่อนไหว เทียบเท่ากับค่าเงินดอลลาร์มาโดยตลอด (โดยในระหว่างเดือน ม.ค. – พ.ย. 52 ค่าเงินหยวนกับค่าเงินดอลลาร์ เกาะกันโดยมีความแตกต่างกันเพียง 0.1% เท่านั้น) ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงมาเป็นอย่างมากตามค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ อย่างเช่นยูโร ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เกือบ 20% ในปีที่ผ่านมา
หลังจากครุกแมน แสดงความคิดเห็นดังกล่าวผ่านบทความประจำของเขาในนิวยอร์ก ไทมส์ ก็มีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจโลก 2 คนออกมาแสดงความเห็นด้วยตามในทันที นั่นคือ บารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐ และโดมินิค สเตราส์ คาห์น ประธาน IMF โดยบอกในทำนองเดียวกันว่าจีนควรจะขยับค่าเงินหยวนขึ้น เพื่อให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมาได้โดยเร็ว
แนวคิดดังกล่าวถูกต้องแล้วหรือ?
Shaun Rein ผู้ก่อตั้งและประธานของ China Market Research Group คือผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นแย้งแนวคิดของครุกแมน แม้ในด้านชื่อเสียง Rein จะเทียบไม่ได้กับครุกแมน แต่เขาก็ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจไว้หลายประการ ที่ว่าทำไม การทำให้เงินหยวนแข็งค่าในระยะสั้น ตามที่ครุกแมนบอกไว้ จึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับเศรษฐกิจโลก และทางที่ดี สหรัฐควรจะสนับสนุนให้จีนรักษาระดับของค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าไว้ จนกว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นขึ้นมาด้วยซ้ำ
ค้าปลีกยักษ์สหรัฐยังต้องพึ่งพาสินค้าจีน
เหตุผลประการแรกที่ Rein บอกไว้ ก็คือช่วงปลายปีคาบเกี่ยวต้นปีเช่นนี้ คือช่วงเวลาของวันหยุดและการจับจ่ายใช้สอย จากสถิติแล้ว ยอดขายของบรรดาห้างสรรพสินค้า มักจะพุ่งทะยานในช่วงนี้และเป็นเวลาแห่งการกอบโกยกำไรของบรรดาห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Wal-Mart หรือ Target แต่ที่น่าสนใจ คือทุกวันนี้ สินค้าราคาถูกจากจีนกำลังกระจายตัวอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นเล็ก ๆ จนถึงโทรศัพท์ไอโฟนหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างล้วนนำเข้ามาจากจีน ลองจินตนาการดูว่า การทำให้หยวนแข็งค่า จะทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้แพงขึ้นขนาดไหน
ณ เวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัว อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกินกว่า 10 % กำลังซื้อของประชาชนชาวอเมริกัน ก็มีไม่มากเหมือนในอดีตอยู่แล้ว การขยับค่าเงินหยวน ย่อมทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ขยับขึ้นแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนยอดขายของบรรดาห้างค้าปลีกรายเล็กจนรายยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ Wal-Mart ที่ทุกวันนี้ นักวิเคราะห์ประเมินกันว่ากว่า 70 % ของสินค้าที่ขายอยู่ในวอลมาร์ท มาจากประเทศจีน หรือมีชิ้นส่วนที่มาจากประเทศจีนประกอบอยู่ ถ้าหยวนแข็งค่าในช่วงนี้ เทศกาลปีใหม่อาจจะซบเซาลงไปมากกว่าที่ครุกแมนเคยจินตนาการไว้แน่
หยวนแข็ง จีนไม่รอด โลกก็ไม่รอด
เหตุผลที่สอง คือเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตได้ดี ไตรมาส 3 ของปี 2552 เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวได้ถึง 8.9 % แต่หลายคนยังมีความเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน นั่นคือ ณ เวลานี้ จีนไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมากเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว จากสถิติ Rein อ้างว่า การส่งออก ส่งผลบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาของจีนเพียงแค่ 20 % เท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมา ธุรกิจที่ประกอบการด้านส่งออก ต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมากกว่าหมื่นรายจากพิษเศรษฐกิจโลก อย่างเช่นในเขตอุตสาหกรรม กว่างตง ส่วนธุรกิจที่เหลืออยู่ ก็มีอัตรากำไรที่ต่ำมาก เพียง 2-3 % เท่านั้น เพราะฉะนั้น การขยับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้ธุรกิจอีกมหาศาลต้องปิดตัว คนจำนวนมากต้องว่างงาน และแน่นอน หากเศรษฐกิจจีนประสบปัญหา เศรษฐกิจโลกย่อมได้รับผลกระทบ
พอล ครุกแมน เชื่อว่าหากจีนขยับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นมา จะทำให้คนจีน หันมาซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น และการขาดดุลการค้าของสหรัฐจะลดลง แต่ Rein ถามกลับอย่างตลกว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อสินค้าส่งออกของสหรัฐ ส่วนใหญ่ ก็ผลิตในประเทศจีนนี่แหละ และมันก็เป็นเช่นนี้มานานแล้ว การปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น สุดท้าย ก็จะส่งผลเพียงแค่ ให้ธุรกิจสหรัฐที่ตั้งโรงงานในจีน ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนถูกกว่า อย่างเช่นเวียดนาม และตราบใดที่โครงสร้างเศรษบกิจสหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลงไป การขึ้นค่าเงินหยวน ก็จะไม่ทำให้สหรัฐขาดดุลลดน้อยลงแต่อย่างใด
ปัญหาค่าเงินโลก อยู่ที่ดอลลาร์ ไม่ใช่หยวน
สุดท้าย เหตุผลเจ็บแสบที่ Rein บอกไว้ ก็คือปัญหาเรื่องค่าเงินโลกในเวลานี้ ไม่ใช่การอ่อนค่าของเงินหยวน แต่คือการที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงมาอย่างรวดเร็วต่างหาก ซึ่งนี่คือสิ่งที่โอบาม่าควรจะให้ความสนใจอย่างแท้จริง รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เลือกถือเงินสำรองสกุลดอลลาร์ เพราะคาดการณ์ว่านี่คือสกุลเงินที่มีเสถียรภาพมากที่สุด จีนและญี่ปุ่น ถือเงินสำรองรวมกัน มากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญเข้าไปแล้ว เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมาอย่างรวดเร็ว ทุกประเทศก็ลดการถือครองเงินดอลลาร์ และเพิ่มสัดส่วนเงินสกุลอื่น ๆ เช่นยูโร ดอลลาร์ออสเตรเลีย เงินเรียลของบราซิลและเยน ทำให้ดอลลาร์ยิ่งอ่อนค่าลงมาอีก
และที่แย่ที่สุด การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ กลับไม่ได้ช่วยให้การส่งออกของอเมริกาดีขึ้นเลย กลับกันยิ่งทำให้ค่าครองชีพของคนสหรัฐแพงขึ้น จากการต้องนำเข้าสินค้าในราคาที่มากกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้ คือมุมมองของ Shaun Rein ที่กัดครุกแมนและเอมริกากลับแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ โดยสรุปแล้ว Rein บอกว่าสหรัฐ ไม่ควรจะมานั่งเสียเวลากับการพยายามให้จีนขยับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้น แต่ควรกลับไปคิดว่าทำอย่างไร ให้ดอลลาร์ของตนเองแข็งค่าขึ้นมา และคิดหาทางชำระคืนหนี้ที่ก่อไว้มากมายจนทำให้ค่าเงินของตนเองอ่อนค่าด้วย เพราะอนาคตของสหรัฐอเมริกา อยู่ที่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับเงินของตนเอง ไม่ใช่การโน้มน้าวให้ประเทศอื่นเปลี่ยนแปลงทิศทางค่าเงิน