ชวนคุยเรื่องมาบตาพุดครับ
ปัญหามาบตาพุดค่อย ๆ ได้รับการสะสาง แม้จะเชื่องช้าแต่ก็ยังก้าวไปข้างหน้า ล่าสุดคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีคุณอานันท์เป็นประธาน ส่งสัญญาณถึงอะไรดี ๆ หลายอย่าง
ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองเรา ส่วนใหญ่เกิดมาจากเพราะคนไทย "ไม่ค่อยเปิดใจคุยกัน" แต่ไม่คุยกันในที่นี้ ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่ค่อย "พูด" นะครับ คนไทยส่วนใหญ่ พูดกันมาก ออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่แม้คนไทย "พูด" กันมาก แต่ "คุย" กันน้อย เพราะการคุย ต้องทั้งพูดและฟัง แต่ส่วนใหญ่ เหมือนจะถนัดพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด แต่ไม่คิดในสิ่งที่พูด และไม่ฟังในสิ่งที่คนอื่นเสนอมากกว่า ปัญหาเลยไม่มีทางออก เพราะไม่มีใครฟังใคร
อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่สิ่งที่คนไทยต้องเลือกว่าจะเอาอะไร ทั้งสองประการต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน แต่การหาทางที่ทั้งสองสิ่งที่เหมือนจะขัดแย้งกันมาก ให้เดินไปด้วยกันได้ จึงต้องอาศัยการเปิดใจคุยกันอย่างให้เกียรติ และหาทางออกร่วมกันเพื่อเดินไปต่อ ไม่ใช่นั่งอยู่กับที่แล้วด่าโน่นด่านี่ไปเรื่อย
หากจะคุย คงจะต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในการคุย จากการประชุมวันแรก คุณอานันท์แสดงให้เห็นถึงการพยายามสร้างบรรยากาศที่ว่า จุดสำคัญที่เห็นได้ชัดคือการสร้างกฏกติกาว่าการหารือนี้ จะไม่ใช่วิธี "โหวต" ในการตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไร
ประชาธิปไตยนั้นชอบโหวตกันเหลือเกิน ทุกสิ่งต้องอาศัยเสียงส่วนมาก แต่การฟังเสียงคนส่วนมาก ก็หมายความว่าเราต้องละเลยเสียงส่วนน้อย และการฟังเสียงส่วนมาก มักไม่สร้างให้เกิดบรรยากาศของการคุยกัน แต่มักสร้างบรรยากาศของการแบ่งพรรคแบ่งพวก ล็อบบี้หาเสียงสนับสนุนกันวุ่นวาย
อยากเห็นตัวอย่างของพวกที่เอะอะอะไรก็โหวต ลองไปดูที่สภาสิครับ
แต่แน่นอน การโหวตก็มีข้อดีตรงที่หาข้อสิ้นสุดได้ง่าย แต่คงไม่เหมาะสำหรับการใช้ในกรณีนี้ เพราะหากทุกฝ่ายโฟกัสกันไปที่ผลประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก มองที่ภาพเดียวกัน การคุยกันเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ย่อมเป็นไปได้ หากเลี่ยงการโหวตได้ ก็เลี่ยงเถิดครับ เพราะเสียงเล็ก ๆ ก็มีค่า
โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องตกอยู่ในฝั่งที่เป็น "เสียงข้างน้อย" ในระบอบประชาธิปไตย