อ่านหนังสือและรีวิวไว้ในนิตยสาร M&W เลยเอามาให้อ่านกันที่นี่ เผื่อคนที่ยังไม่ได้อ่านครับ

ผมชอบศึกษาประวัติศาสตร์.. ประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็นโลกได้จากรากฐานที่มันเติบโตมา ทำให้เราเข้าใจและเท่าทันความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ที่สำคัญประวัติศาสตร์ไม่มีพระเอก ไม่มีผู้ร้าย ประวัติศาสตร์มีแต่ความจริง ที่ไม่มีใครดีไร้ที่ติและไม่มีใครร้ายอย่างไร้สาเหตุ
ในประวัติศาสตร์หลายแขนง ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทุนนิยมโลก เป็นเรื่องสนุกสนานมากเรื่องหนึ่ง ทำให้เราได้เห็นพลังของ “ทุน” ที่อยู่เบื้องหลังการแผ่ขยายของอำนาจ จากตะวันตกสู่ตะวันออก จากมหาอำนาจสู่อาณานิคมด้อยพัฒนา หากผู้ศึกษาประวัติศาสตร์แขนงนี้จะบอกว่า “ทุน” คือพลังหลักที่ขับเคลื่อนโลกมาตลอดในรอบหลายร้อยปีหลังมานี้ ก็คงจะไม่ผิดนัก
แต่หนังสือที่ผมแนะนำในเดือนนี้ ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์ล้วน ๆ แต่เป็นหนังสือที่เชื่อมโยงห้วงเวลาจากประวัติศาสตร์สู่ปัจจุบันและอนาคต เมื่อโลกตะวันออก ที่เคยถูกกดขี่ขูดรีดทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตลอดในอดีต เริ่มกร้าวแกร่ง และพร้อมก้าวสู่สงครามเพื่อท้าทายมหาอำนาจเก่าอย่างชาติตะวันตก หนังสือเล่มที่ผมกล่าวถึงนี้ ชื่อ “The War for Wealth” หรือ สงครามเพื่อความมั่งคั่ง ของ Gabor Steingart
หนังสือเล่มนี้ พยายามฉายภาพระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งมหาอำนาจฝั่งตะวันตก ครอบครองธุรกิจชั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก อย่างภาคบริการและภาคการเงิน ในขณะที่ฝั่งตะวันออก ก็ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงาน คอยผลิตสินค้า ทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ป้อนสู่ตลาด ดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวดี แม้ว่าฝั่งหนึ่งดูเหมือนจะได้เปรียบอีกฝั่งจะเสียเปรียบ แต่โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้น ทำให้สมดุลทุกอย่างนั้นเสียไป ประเทศในซีกตะวันตกอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จากความอยู่ดีกินดีบนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ได้เปรียบ ในขณะที่ชาติตะวันออกเอง ก็สามารถเติบโตขึ้นได้ด้วยการค้าขาย ภายใต้กฏกติกาที่กลุ่มตะวันตกเป็นคนตั้งมันขึ้นมาเอง หลักฐานที่เราเห็นได้ชัด ดูได้ที่เงินทุนสำรองของโลก ส่วนใหญ่ก็ไหลวนเวียนอยู่ในเอเชียแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ไปจนถึงประเทศตะวันออกกลาง
น่าขำสิ้นดี ที่ประเทศ “ชายขอบ” ในอดีต กลับกลายเป็นผู้ครอบครอง “ทุน” ของประเทศมหาอำนาจด้านทุนนิยม
หากมีใครบอกเมื่อ 20 ปีก่อน ว่าต่อไปในอนาคต รัฐบาลจีน จะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการเมืองมากที่สุดในโลกเพราะจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ ส่วนอินเดียก็จะมีวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีและไอทีสูงเยี่ยม ขนาดหากถ้าโลกมีไอน์สไตน์คนต่อไป คน ๆ นั้นจะเป็นชาวอินเดีย หากมีใครพูดเช่นนี้ คงเป็นเพียงเรื่องตลก แต่เมื่อถึงเวลานี้ สิ่งที่ Gabor เขียนไว้ในหนังสือดังกล่าว มีใครกล้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่า “เป็นไปไม่ได้”
และจากทิศทางต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ จึงไม่แปลกที่โกลแมน แซคส์ จะประเมินว่าในปี 2050 เศรษฐกิจของจีน จะใหญ่กว่าของสหรัฐมาก โดย GDP ของจีน จะอยู่ที่ 44.5 ล้านล้านเหรียญ ขณะที่สหรัฐ มีเพียง 35.2 ล้านล้านเหรียญ ส่วนยุโรปยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะทั้งทวีปยุโรปตะวันตก รวมกัน เพิ่งมี GDP แค่ 18.8 ล้านล้านเท่านั้น ซึ่งถ้าวันนั้นมาถึงบัลลังก์มหาอำนาจ ต้องสั่นไหวอย่างแน่นอน
ผู้เขียน Gabor Steingart ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจ และน่าจะมีวัตถุดิบที่มากพอในการเขียนหนังสือให้ออกมาดีได้ โดยหนังสือของเรา เริ่มเรื่องด้วยประโยคสนทนาระหว่างเขา กับ เฮนรี่ พอลสัน ใช่ครับ! เฮนรี่ พอลสัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ คนที่แล้วนี่แหละครับ! ซึ่งพอลสันในวันนั้น ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าอเมริกาจะเป็นมหาอำนาจของโลกไปอีกนานเท่านาน แต่กลับกัน บรมครูด้านรัฐศาสตร์ชื่อก้องโลก ซึ่งเป็นทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในยุค ปธน. นิกสันและฟอร์ด เป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐระหว่างปี 1969 – 1977 และเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อย่าง Henry Kissinger กลับยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้ ทำให้คนอเมริกันต้องตื่นตัว และการคุกคามทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันออก ก็ร้ายแรงไม่แพ้การก่อการร้ายเลย
แนะนำให้หามาอ่านกันดูครับ!
หนังสือ The War for Wealth สงครามเพื่อความมั่งคั่ง
โดย Gabor Steingart
ราคา 275 บาท